กำลังเตรียมสไลด์กำลังเปิดคู่มือและเครื่องมือคำนวณ
Health CheckClinic Mode · ใช้ประกอบคำอธิบายระหว่างตรวจ

ใช้ระหว่างคุยกับคนไข้

เริ่มจากผลที่ต้องอธิบาย
จบด้วยสิ่งที่ต้องทำต่อ

ค้นหาชื่อผลตรวจ แล้วใช้สรุปสั้น ๆ เพื่อคุย 3 เรื่อง: ความหมาย · แผนวันนี้ · อาการที่ไม่ควรรอ

ไม่เก็บข้อมูลคนไข้หน้านี้ไม่มีช่องชื่อ HN หรือข้อมูลระบุตัวบุคคล และไม่ส่งข้อมูลออกจากอุปกรณ์
หัวข้อแนะนำ

1 ความหมายที่ควรบอก

2 สิ่งที่ควรคุยวันนี้

    อาการที่ไม่ควรรอ

    เช็กความเข้าใจ

    หน้าแรก
    HEALTH CHECK • UNDERSTAND YOUR RESULTS • AUG 2026

    อ่านผลตรวจสุขภาพ
    เพื่อรู้ว่าควรทำอะไรต่อ

    เข้าใจความหมาย • แยกผลที่ควรติดตาม • เตรียมคำถามก่อนพบแพทย์

    รู้ว่าค่าไหนบอกอะไรเห็นผลที่ควรตรวจซ้ำลองคำนวณเพื่อทำความเข้าใจเปิดหลักฐานต้นทางได้
    กด M เปิดเมนูได้ทุกหน้า
    จัดทำโดย Suttisak Denduangchai
    คู่มือประกอบการอ่านผลตรวจสุขภาพ • ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือแผนรักษารายบุคคล
    สารบัญ

    เริ่มจากค่าที่ผิดปกติในรายงานของคุณ หรือเลือกหมวดที่ต้องการทบทวน

    แต่ละหมวดตอบ 3 คำถาม: ค่านี้คืออะไร • ผลสูงหรือต่ำหมายถึงอะไร • ควรทำอะไรต่อ

    01
    CHAPTER 01

    เบาหวานและระดับน้ำตาล

    หมวดนี้ช่วยให้เข้าใจทั้งค่าน้ำตาลเฉลี่ยย้อนหลังและผลของอาหารแต่ละมื้อ พร้อมบอกว่าผลแบบใดควรตรวจยืนยัน

    อ้างอิงADA 2026NIDDK: A1C
    DIABETES • 1.1

    HbA1c คืออะไร ค่าน้ำตาลเฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 2-3 เดือน

    ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) วัดสัดส่วนของน้ำตาลกลูโคสที่เกาะอยู่บนฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง จึงสะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต่างจากค่าน้ำตาลจากการเจาะเลือดครั้งเดียวที่บอกเฉพาะระดับในเวลานั้น

    1เม็ดเลือดแดงของคนเรามีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 120 วัน
    2น้ำตาลกลูโคสจะเกาะติดกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงตลอดเวลาที่ไหลเวียนในเลือด
    3HbA1c จึงสะท้อนค่าน้ำตาลเฉลี่ย 2-3 เดือน โดยระดับน้ำตาลในช่วงเดือนล่าสุดจะมีน้ำหนักมากที่สุด
    เมื่อผลตรวจไม่สอดคล้องกัน: หากระดับ HbA1c ขัดแย้งกับค่าน้ำตาลปลายนิ้ว หรือมีอาการผิดปกติและประวัติโรคเลือด แพทย์จะพิจารณาตรวจระดับน้ำตาลในพลาสมา (Plasma glucose) หรือวิธีตรวจอื่นเพื่อยืนยัน
    อ้างอิงNIDDK: A1CADA 2026
    DIABETES • 1.2

    แปลผล HbA1c ใช้ทั้งคัดกรอง วินิจฉัย และติดตามการรักษา

    เกณฑ์ด้านล่างใช้สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป หากไม่มีอาการน้ำตาลสูงชัดเจน ผลที่เข้าเกณฑ์เบาหวานควรได้รับการตรวจยืนยันซ้ำอีกครั้งตามคำแนะนำของแพทย์

    <5.7%ระดับปกติยังคงควรตรวจติดตามสุขภาพตามระยะ
    5.7-6.4%ภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes)เป็นช่วงที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันเบาหวานได้ผลดีที่สุด
    ≥6.5%เข้าเกณฑ์เบาหวาน (Diabetes)หากไม่มีอาการชัดเจน แพทย์จะนัดตรวจยืนยันซ้ำอีกครั้ง

    ค่าเฉลี่ยอาจซ่อนจังหวะน้ำตาลแกว่ง

    ผู้ที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน อาจมีระดับน้ำตาลแกว่งขึ้นลงไม่เท่ากัน ในผู้ป่วยบางรายแพทย์จึงอาจแนะนำการเจาะน้ำตาลปลายนิ้วหรือใช้เครื่องตรวจวัดต่อเนื่อง (CGM)

    ภาวะของเม็ดเลือดแดงอาจทำให้ค่าคลาดเคลื่อน

    หากมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตก เสียเลือด ได้รับเลือด โรคไตวายเรื้อรัง การขาดธาตุเหล็ก หรือโรคเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ค่า HbA1c อาจสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง

    หากผลสูงครั้งแรกหรือสงสัยความคลาดเคลื่อน

    ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจยืนยัน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคธาลัสซีเมีย โรคไต หรือภาวะซีด เพื่อเลือกวิธีประเมินน้ำตาลที่แม่นยำที่สุด

    อ้างอิงADA 2026NIDDK: A1C
    DIABETES • 1.3

    ดัชนีน้ำตาล (GI) และปริมาณคาร์โบไฮเดรต (GL) ดูทั้งชนิดอาหารและปริมาณที่รับประทาน

    ดัชนีน้ำตาล (GI) บอกว่าอาหารชนิดนั้นทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นเร็วเพียงใด ส่วน Glycemic Load (GL) นำปริมาณแป้งที่กินจริงต่อมื้อมาคำนวณร่วมด้วย อาหารที่มี GI สูงจึงไม่ได้ส่งผลต่อน้ำตาลเท่ากันทุกครั้ง หากรับประทานในปริมาณที่ต่างกัน

    GI

    ความเร็วในการเปลี่ยนเป็นน้ำตาล

    ทดสอบเปรียบเทียบจากปริมาณคาร์โบไฮเดรตมาตรฐาน

    ≤55 ต่ำ56-69 ปานกลาง≥70 สูง
    ×คาร์โบไฮเดรตต่อมื้อ÷100
    GL

    ผลกระทบจากปริมาณที่รับประทานจริง

    GL = GI × ปริมาณคาร์โบไฮเดรตในมื้อนั้น ÷ 100

    ≤10 ต่ำ11-19 ปานกลาง≥20 สูง
    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดูดซึมน้ำตาลชนิดและสายพันธุ์อาหารระดับความสุกการแปรรูปหรือบดละเอียดระยะเวลาในการปรุงอาหารใยอาหาร โปรตีน และไขมันดีในมื้อนั้น
    คำแนะนำสำหรับผู้รับผลตรวจ: เน้นเลือกคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสีและเพิ่มผักใยอาหารในทุกมื้อ ควบคุมปริมาณการกินให้พอเหมาะโดยไม่จำเป็นต้องงดอาหารชนิดใดอย่างตึงเครียดเกินไป
    อ้างอิงSydney GISydney GI FAQ
    DIABETES • 1.4

    ตัวอย่างค่า GI และ GL ของอาหาร 40 รายการ เรียงจาก GI สูงลงมาต่ำ

    ค่าอาจต่างกันตามยี่ห้อ สายพันธุ์ วิธีปรุง และปริมาณที่กิน ตัวเลขด้านล่างเป็นตัวอย่างจากอาหารที่ผ่านการทดสอบ ไม่ใช่ค่าตายตัวของอาหารทุกจาน

    GI ต่ำ ≤55GI ปานกลาง 56-69GI สูง ≥70เลื่อนตารางเพื่อดูครบ • GI อาจเกิน 100 เพราะเทียบกับกลูโคสอ้างอิง
    อาหารตัวอย่างคาร์โบไฮเดรตที่ใช้คำนวณGIGLอ่านอย่างไร
    ขนมปังแป้งข้าวหอมมะลิ 100% (ไทย)15 g13120ผลิตภัณฑ์เฉพาะ ค่า GI สูงมาก
    ข้าวหอมมะลิ Reindeer หุงหม้อไฟฟ้า (ไทย)45 g11652GI และ GL สูงมาก
    ข้าวหอมมะลิขาว หุงหม้อไฟฟ้า (ไทย)45 g10949วิธีหุงและสายพันธุ์มีผล
    คอร์นเฟลกส์ที่ทดสอบในไทย20 g10521แปรรูปละเอียด GI สูง
    ข้าวเหนียวขาว หุงหม้อไฟฟ้า (ไทย)45 g9844GI และ GL สูง
    ข้าวหักขาว หุงหม้อไฟฟ้า (ไทย)45 g8639GI และ GL สูง
    ข้าวต้มจากข้าวหอมมะลิ (ไทย)45 g8036เนื้อนุ่มและสุกนาน GI สูง
    ข้าวหอมมะลินึ่ง 30 นาที (ไทย)45 g7634GI สูง
    ข้าวเหนียว amylose ต่ำ ต้ม 20 นาที (ไทย)45 g7534GI สูง
    มันฝรั่งบด20 g7315การบดทำให้ย่อยเร็วขึ้น
    ข้าวเจ้า RD21/23 amylose ต่ำ (ไทย)45 g7132GI สูง แม้ไม่ใช่ข้าวเหนียว
    ขนมปังขาวที่ทดสอบในไทย15 g6910GI ปานกลางค่อนสูง
    ขนมปังแป้งข้าวไรซ์เบอร์รี 100% (ไทย)15 g6910ผลิตภัณฑ์เฉพาะ ไม่แทนข้าวไรซ์เบอร์รีทุกแบบ
    สับปะรดสด15 g6610GI ปานกลาง GL ต่ำ
    เส้นหมี่ข้าวแห้งต้มสุก (ไทย)40 g6124GI ปานกลาง แต่ GL สูง
    บะหมี่ไข่ต้ม 20 นาที (ไทย)40 g5723GI ปานกลาง แต่ GL สูง
    โจ๊กข้าวโอ๊ตแบบ rolled oats20 g5711GI และ GL ปานกลาง
    เส้นหมี่ละเอียดต้มสุก (ไทย)40 g5522GI ต่ำปลายช่วง แต่ GL สูง
    แตงโมสด15 g558GI ต่ำปลายช่วง แต่ GL ต่ำ
    ขนมจีนหมักต้มสุก (ไทย)40 g5422GI ต่ำ แต่ปริมาณทำให้ GL สูง
    ข้าวกล้องงอกเมล็ดสั้น45 g5424GI ต่ำ แต่ GL สูงในส่วนนี้
    เส้นใหญ่ต้มสุก (ไทย)40 g5321GI ต่ำ แต่ GL สูงในส่วนนี้
    วุ้นเส้นเลียนแบบถั่วเขียว (ไทย)40 g5120GI ต่ำ แต่ GL แตะระดับสูง
    ข้าวบาสมาติขาวสุก45 g5023GI ต่ำ แต่ portion มีคาร์บมาก
    ข้าวกล้องพร้อมรับประทาน45 g4822GI ต่ำ แต่ GL สูงในส่วนนี้
    มันหวานต้ม20 g4810GI ต่ำ GL ต่ำ
    กล้วยสด15 g477ความสุกและสายพันธุ์มีผล
    วุ้นเส้นถั่วเขียวต้มสุก (ไทย)40 g4518GI ต่ำ GL ปานกลาง
    ส้มเนเวล15 g457GI และ GL ต่ำ
    ลูกแพร์สด15 g436GI และ GL ต่ำ
    สตรอว์เบอร์รีสด15 g406GI และ GL ต่ำ
    ถั่วอบซอสมะเขือเทศ15 g406GI และ GL ต่ำ
    มะละกอสุก15 g386GI และ GL ต่ำ
    ถั่วลูกไก่กระป๋อง สะเด็ดน้ำ15 g355GI ต่ำ มีใยอาหารและโปรตีน
    นมถั่วเหลืองไขมันเต็ม เติมซูโครส20 g313GI ต่ำ ค่าเปลี่ยนตามสูตร
    อินทผลัมแห้งพันธุ์ Bo ma'an15 g315GI ต่ำ แต่ยังมีน้ำตาลตามปริมาณที่กิน
    นมไขมันเต็ม11 g303GI และ GL ต่ำ
    ถั่วเลนทิลแดงต้ม15 g213GI และ GL ต่ำ
    โยเกิร์ตรสเบอร์รีไม่เติมน้ำตาล20 g163GI ต่ำ ค่าเปลี่ยนตามสูตร
    ฮัมมุสจากถั่วลูกไก่15 g152GI และ GL ต่ำ
    คำแนะนำจากแพทย์: การลดปริมาณอาหารลง เช่น จาก 1 ถ้วยเหลือ ½ ถ้วย ช่วยลดภาระน้ำตาล (GL) ลงได้เกือบครึ่ง แม้ชนิดอาหารเดิมจะมีค่า GI เท่าเดิม และควรรับประทานร่วมกับผักและโปรตีนเพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล
    DIABETES • 1.5

    ระดับน้ำตาลหลังอาหารเปลี่ยนแปลงอย่างไร ภาพจำลองเพื่อความเข้าใจ

    ระดับน้ำตาลจริงในแต่ละบุคคลอาจแตกต่างจากกราฟ เนื่องจากยาประจำตัว การออกกำลังกาย การนอนหลับ และความไวต่ออินซูลินของร่างกายล้วนมีผล

    ระดับน้ำตาลเวลา
    ดัชนีน้ำตาลสูง: น้ำตาลพุ่งขึ้นเร็ว สูง และลดลงเร็ว
    ดัชนีน้ำตาลต่ำ: น้ำตาลค่อยๆ ขึ้นอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ
    ชนิดอาหารกำหนดความเร็วอาหารที่ย่อยและดูดซึมช้า ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
    ปริมาณกำหนดภาระน้ำตาลรวมแม้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ หากรับประทานปริมาณมากเกินไปก็เพิ่มภาระน้ำตาลได้
    ร่างกายแต่ละคนตอบสนองต่างกันยาประจำตัว การออกกำลังกาย การนอนหลับ และความไวต่ออินซูลิน ล้วนส่งผลต่อระดับน้ำตาลจริง
    อ้างอิงSydney GI FAQSydney GI
    02
    CHAPTER 02

    ไขมันในเลือด

    เริ่มต้นจากค่าหลักที่มีในรายงานตรวจสุขภาพ ได้แก่ ไขมันคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ จากนั้นจึงพิจารณาค่าเสริม เช่น non-HDL-C, ApoB หรือ Lp(a) หากข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์วางแผนการดูแลได้แม่นยำขึ้น

    LIPIDS • 2.1

    คอเลสเตอรอลกับไตรกลีเซอไรด์ต่างกันอย่างไร วัสดุสร้างเซลล์กับแหล่งพลังงานสำรอง

    คอเลสเตอรอลใช้สร้างเยื่อหุ้มเซลล์และฮอร์โมน ส่วนไตรกลีเซอไรด์เป็นแหล่งพลังงานสำรอง ทั้งสองเดินทางในกระแสเลือดผ่านอนุภาคไลโปโปรตีน แต่สาเหตุที่สูงและแนวทางดูแลมีความแตกต่างกัน

    คอเลสเตอรอล (Cholesterol)ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
    CHOLESTEROL

    โครงสร้างวงแหวนสำหรับสร้างเซลล์และฮอร์โมน

    • เป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ทั่วร่างกาย
    • ใช้เป็นสารตั้งต้นสร้างฮอร์โมนและกรดน้ำดีสำหรับย่อยไขมัน
    • ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองได้ โดยเฉพาะที่ตับ
    TRIGLYCERIDE

    แหล่งสะสมพลังงานสำรองของร่างกาย

    • กักเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในเนื้อเยื่อไขมัน
    • เดินทางหลังมื้ออาหารและถูกส่งออกจากตับไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ
    • ระดับเปลี่ยนแปลงได้เร็วตามพลังงานจากอาหาร แป้ง น้ำตาล แอลกอฮอล์ และภาวะดื้อต่ออินซูลิน
    จำง่าย:คอเลสเตอรอล = วงแหวนสำหรับสร้างเซลล์และฮอร์โมน•ไตรกลีเซอไรด์ = พลังงานสำรอง•ไลโปโปรตีน (Lipoprotein) = ยานพาหนะขนส่งไขมันในเลือด
    LIPIDS • 2.2

    ไลโปโปรตีน (Lipoprotein) ยานพาหนะขนส่งไขมันในกระแสเลือด

    การตรวจเลือดสามารถวัดได้ทั้ง "ปริมาณไขมันที่บรรทุกอยู่" หรือ "จำนวนอนุภาคพาหนะ" จึงไม่ควรใช้คำว่า LDL, LDL-C และ ApoB สับสนปนเปกัน

    B
    B
    B
    LDL-Cวัดปริมาณคอเลสเตอรอลที่บรรทุกอยู่ในอนุภาค LDL
    non-HDL-Cวัดคอเลสเตอรอลรวมในอนุภาคก่อโรคหลอดเลือดทุกชนิด
    ApoBนับจำนวนอนุภาคก่อโรคทั้งหมด เพราะหนึ่งอนุภาคจะมีโปรตีน ApoB เพียง 1 ตัว
    ยิ่งมีจำนวนอนุภาคมาก โอกาสที่ไขมันจะแทรกซึมและตกค้างในผนังหลอดเลือดยิ่งสูง แม้ปริมาณไขมันรวมจะดูใกล้เคียงกันก็ตาม
    LIPIDS • 2.2

    กลุ่มไลโปโปรตีน (Lipoprotein) VLDL ค่อย ๆ สลายไตรกลีเซอไรด์จนกลายเป็น IDL และ LDL

    VLDL ที่สร้างจากตับจะค่อยๆ สลายไตรกลีเซอไรด์ออกจนกลายเป็น IDL และ LDL ขณะที่ HDL มีบทบาทช่วยเก็บคอเลสเตอรอลส่วนเกินกลับสู่ตับ แต่ระดับ HDL-C ที่สูงไม่สามารถชดเชยอันตรายจาก LDL หรือ ApoB ที่สูงได้

    B

    VLDL

    ตับส่งไตรกลีเซอไรด์ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ

    มีไตรกลีเซอไรด์สูง มีโปรตีน ApoB-100 เมื่อร่างกายดึงพลังงานไปใช้ อนุภาคจะค่อยๆ หดเล็กลง

    TG ↓→
    B

    IDL

    อนุภาคที่สลายพลังงานไปบางส่วน

    มีทั้งไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล บางส่วนตับจะกำจัดออก บางส่วนจะเปลี่ยนรูปต่อเป็น LDL

    TG ↓→
    B

    LDL

    อนุภาคขนส่งคอเลสเตอรอลหลัก

    ขนส่งคอเลสเตอรอลไปเนื้อเยื่อ มีโปรตีน ApoB-100 หากมีมากเกินไปจะแทรกซึมและสะสมในผนังหลอดเลือด

    A-I

    HDL

    เก็บและขนส่งคอเลสเตอรอลส่วนเกิน

    ช่วยเก็บคอเลสเตอรอลกลับสู่ตับ แต่ระดับ HDL-C ที่สูงไม่สามารถชดเชยหรือลบล้างอันตรายจาก LDL-C หรือ ApoB ที่สูงได้

    LDL"อนุภาคพาหนะ" ที่ขนส่งไขมันในกระแสเลือด
    ≠
    LDL-C"ปริมาณคอเลสเตอรอล" ที่บรรทุกอยู่ในอนุภาค LDL ทั้งหมด
    →
    ApoB"ตัวนับจำนวนอนุภาคก่อโรค" ช่วยให้เห็นความเสี่ยงที่แท้จริงได้ชัดเจนขึ้น
    LIPIDS • 2.3

    อะไรส่งผลต่อค่าไขมันในเลือดบ้าง ไม่ได้ขึ้นกับอาหารเพียงอย่างเดียว

    เมื่อผลตรวจไขมันผิดปกติ ควรดูภาพรวมทั้งชุด และทบทวนทั้งกรรมพันธุ์ อาหาร โรคเบาหวาน การทำงานของไทรอยด์ ไต ตับ ยาประจำตัว การสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    พันธุกรรม

    ระดับ LDL-C และ Lp(a)

    ภาวะไขมันสูงในครอบครัว (Familial hypercholesterolemia) และระดับ Lp(a) ส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม

    อาหารและพลังงาน

    LDL-C และไตรกลีเซอไรด์

    ไขมันอิ่มตัว (เช่น มันสัตว์ กะทิ เนย) มักทำให้ LDL-C สูง ส่วนพลังงานส่วนเกิน แป้งขัดสี ของหวาน และแอลกอฮอล์ มักทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง

    ระบบเผาผลาญ

    ไตรกลีเซอไรด์สูง / HDL ต่ำ

    ภาวะดื้อต่ออินซูลิน โรคเบาหวาน ไขมันสะสมในช่องท้อง และภาวะไขมันพอกตับ ส่งผลให้อนุภาคไขมันตกค้างในเลือดมากขึ้น

    โรคประจำตัวอื่น

    สาเหตุจากโรคอื่น

    ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ โรคไตเรื้อรัง โรคตับ และการตั้งครรภ์ สามารถส่งผลกระทบต่อระดับไขมันในเลือดได้

    ยาประจำตัว

    ยาบางชนิดที่รับประทาน

    ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยารักษาสิวบางกลุ่ม ฮอร์โมนเอสโตรเจนบางรูปแบบ หรือยาต้านไวรัสบางชนิด อาจทำให้ไขมันในเลือดเปลี่ยนแปลง

    การใช้ชีวิต

    การขยับร่างกายและบุหรี่

    การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การงดสูบบุหรี่ และการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ส่งผลดีต่อระดับไขมันและหลอดเลือดโดยรวม

    LIPIDS • 2.3

    ไขมัน LDL สูงเกิดจากอะไร และควบคุมอย่างไรให้ตรงจุด

    ระดับ LDL-C สูงอาจเกิดจากการที่ร่างกายสร้างมากขึ้น หรือการที่ตับดึงไขมันชนิดไม่ดีออกจากกระแสเลือดไปทำลายได้ช้าลง

    สาเหตุที่พบบ่อย

    พันธุกรรมในครอบครัว

    ภาวะไขมันสูงจากกรรมพันธุ์ ทำให้ตับมีตัวรับดึงไขมัน LDL ไปทำลายน้อยกว่าปกติ ไขมันจึงค้างในเลือดสูง

    อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์

    ไขมันจากสัตว์ เนื้อติดมัน หนังสัตว์ กะทิ เนย และของทอด ทำให้ตับกำจัดไขมันชนิดไม่ดีออกจากเลือดได้ช้าลง

    โรคหรือภาวะอื่น

    ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ โรคไต โรคท่อน้ำดี หรือโรคเบาหวาน อาจส่งผลให้ระดับ LDL สูงขึ้นได้

    ยาและการใช้ชีวิต

    ยาประจำตัวบางชนิด การขาดการออกกำลังกาย และการสูบบุหรี่ ล้วนส่งผลกระทบต่อระดับไขมัน

    แนวทางควบคุมอย่างเป็นลำดับ

    1 • ประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล

    เป้าหมายระดับ LDL-C ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประวัติโรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคไต และอายุ

    2 • ปรับอาหารให้ตรงจุด

    ลดไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ ทดแทนด้วยไขมันไม่อิ่มตัว (เช่น น้ำมันมะกอก ถั่ว ปลา) และเพิ่มใยอาหารที่ละลายน้ำได้

    3 • ออกกำลังกายและงดบุหรี่

    ออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมอสัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที และงดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

    4 • ใช้ยาลดไขมันเมื่อมีข้อบ่งชี้

    แพทย์มักเริ่มจากยากลุ่มสแตติน (Statin) เป็นหลัก และอาจพิจารณาเพิ่มยาตัวอื่นร่วมด้วยตามระดับความเสี่ยง โดยต้องปรึกษาแพทย์

    สัญญาณที่ควรพบแพทย์โดยเร็ว: หากค่า LDL-C ตั้งแต่ 190 mg/dL ขึ้นไป มีก้อนไขมันที่เอ็นร้อยหวายหรือรอบดวงตา หรือมีญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจขาดเลือดตั้งแต่อายุน้อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรม ไม่ควรรอจนเกิดอาการ
    LIPIDS • LDL / HDL

    LDL สะสมในผนังหลอดเลือดอย่างไร และควรดู HDL แบบไหน

    1อนุภาคไขมัน LDL แทรกซึมผ่านเข้าใต้เยื่อบุผนังหลอดเลือด
    2ไขมันที่ตกค้างจะถูกกระบวนการออกซิเดชันเปลี่ยนแปลงสภาพ
    3เม็ดเลือดขาวเข้ามากินไขมันจนกลายเป็นเซลล์โฟม (Foam cell) ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง
    4คราบไขมันหนาตัวขึ้นจนหลอดเลือดตีบแคบ หรือปริแตกจนเกิดลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลัน
    ไขมันดี (HDL-C) เป็นข้อมูลประกอบระดับ HDL-C ที่ดีสะท้อนระบบกำจัดไขมันที่มีประสิทธิภาพ แต่ไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ต้องใช้ยาเพื่อเพิ่มระดับตัวเลข
    ออกกำลังกายสม่ำเสมอการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และช่วยเสริมการทำงานของไขมันดี
    งดสูบบุหรี่และเลี่ยงพฤติกรรมเนือยนิ่งการสูบบุหรี่ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และการไม่ค่อยขยับร่างกาย มักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไขมันดีลดต่ำลง
    เน้นการคุมไขมันตัวร้ายเป็นหลักแม้จะมีไขมันดีสูง ก็ยังจำเป็นต้องควบคุมระดับ LDL-C, non-HDL-C ความดันโลหิต และน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย
    LIPIDS • 2.4

    ไตรกลีเซอไรด์สูงจากอะไร พลังงานส่วนเกินที่ร่างกายใช้ไม่หมด

    ไตรกลีเซอไรด์เปลี่ยนแปลงได้เร็วตามอาหาร แอลกอฮอล์ และระบบเผาผลาญ จึงต้องประเมินร่วมกับการคุมระดับน้ำตาล ยาประจำตัว และโรคประจำตัวอื่น

    TG
    ↑
    น้ำตาลและแป้งขัดสีพลังงานส่วนเกินแอลกอฮอล์ภาวะดื้ออินซูลิน/เบาหวานไทรอยด์ต่ำ/โรคไต/ตับยาประจำตัวและกรรมพันธุ์
    ลดสิ่งกระตุ้นที่เห็นผลเร็ว

    งดน้ำหวาน ขนมหวาน แป้งขัดสี ผลไม้รสหวานจัด และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาดเมื่อไตรกลีเซอไรด์สูง

    เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน

    ออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมอ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

    ตรวจหาสาเหตุร่วมอื่น

    ทบทวนการทำงานของต่อมไทรอยด์ โรคตับ โรคไต หรือยาประจำตัวบางกลุ่มที่อาจกระตุ้นให้ค่าสูงผิดปกติ

    ใช้ยาลดไขมันตามคำแนะนำแพทย์

    แพทย์อาจพิจารณายาลดไขมันเพื่อป้องกันความเสี่ยงโรคหลอดเลือด หรือป้องกันภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

    <150ปกติ150-199เริ่มสูงเล็กน้อย200-499สูง≥500สูงมาก • ควรพบแพทย์≥1000สูงอันตราย • เสี่ยงตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
    LIPIDS • 2.5

    non-HDL-C และคอเลสเตอรอลตกค้าง มองเห็นภาพรวมของไขมันก่อโรคได้ครบถ้วนขึ้น

    เมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์สูง ค่า non-HDL-C จะช่วยรวมปริมาณไขมันอันตรายทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้ประเมินความเสี่ยงหลอดเลือดได้ครอบคลุมกว่าการดู LDL-C เพียงอย่างเดียว

    non-HDL-C (คอเลสเตอรอลที่ไม่ใช่ไขมันดี)คอเลสเตอรอลรวม − HDL-C

    สะท้อนคอเลสเตอรอลในอนุภาคก่อโรคทั้งหมด ทั้ง LDL, IDL, ไขมันตกค้าง และ Lp(a)

    Remnant-C (คอเลสเตอรอลตกค้างโดยประมาณ)คอเลสเตอรอลรวม − HDL-C − LDL-C

    ประเมินคอเลสเตอรอลที่แฝงอยู่ในอนุภาคไตรกลีเซอไรด์ส่วนเกิน ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบของหลอดเลือดได้

    LDL-Cปริมาณไขมันใน LDL
    +
    non-HDL-Cปริมาณไขมันก่อโรคทั้งหมด
    +
    ApoBจำนวนอนุภาคก่อโรคทั้งหมด
    ข้อคิดสำคัญ: ค่าเหล่านี้ช่วยเสริมมุมมองให้แพทย์เห็นความเสี่ยงในมิติต่างๆ ไม่ได้ขัดแย้งกัน
    LIPIDS • 2.5

    โปรตีน ApoB (Apolipoprotein B) นับจำนวนอนุภาคไขมันก่อโรคโดยตรง

    ApoB ช่วยบอกจำนวนอนุภาคไขมันก่อโรค มีประโยชน์มากในรายที่ระดับ LDL-C ดูปกติ แต่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงหรือเบาหวานร่วมด้วย

    BB
    BBBBBBB
    LDL-C เท่ากันแต่จำนวนอนุภาคก่อโรคอาจไม่เท่ากัน
    ไตรกลีเซอไรด์สูงเกิน 200 mg/dL
    เป็นโรคเบาหวาน หรือมีภาวะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและไต
    ระดับ LDL-C ลดลงแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงหลอดเลือดตกค้าง
    มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือผลตรวจไขมันขัดแย้งกัน
    LIPIDS • 2.5

    ไลโปโปรตีน (เอ) หรือ Lp(a) ความเสี่ยงหลอดเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

    ระดับ Lp(a) ส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมและมักคงที่ตลอดชีวิต การตรวจเพียงครั้งเดียวในชีวิตผู้ใหญ่ช่วยให้ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจระยะยาวได้แม่นยำขึ้น

    B
    apo(a)
    ตรวจอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิตในวัยผู้ใหญ่ เพื่อประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่อาจแฝงอยู่
    ตั้งแต่ 125 nmol/L หรือ 50 mg/dL ขึ้นไปถือเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ
    ระวังการแปลงหน่วยหน่วย mg/dL (น้ำหนัก) และ nmol/L (จำนวนอนุภาค) มีวิธีวัดต่างกัน ไม่ควรใช้ตัวคูณแปลงเอง
    หากค่า Lp(a) สูง ไม่ได้แปลว่าจะเกิดโรคเสมอไป แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นอย่างเข้มงวด ทั้งระดับ LDL-C ความดันโลหิต น้ำตาล และการงดสูบบุหรี่
    LIPIDS • 2.6

    ควรตรวจอะไรเพิ่มเติม ตรวจเมื่อผลจะช่วยเปลี่ยนแผนการดูแลรักษา

    คำนวณได้ทันที

    non-HDL-C

    คำนวณจาก คอเลสเตอรอลรวม ลบด้วย HDL ช่วยประเมินไขมันก่อโรคทั้งหมดได้ทันทีโดยไม่ต้องตรวจเลือดเพิ่ม

    มักตรวจอย่างน้อยครั้งหนึ่ง

    Lp(a)

    มีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ปัจจุบันแนวทางสนับสนุนให้ตรวจอย่างน้อย 1 ครั้ง

    ตรวจในบางราย

    ApoB

    มีประโยชน์เมื่อไตรกลีเซอไรด์สูง มีเบาหวาน หรือเมื่อผล LDL-C ไม่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริง

    ตรวจหาสาเหตุอื่น

    HbA1c / TSH / ตับ / ไต

    ค่าน้ำตาล ไทรอยด์ การทำงานของตับและไต เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นที่อาจส่งผลให้ไขมันในเลือดผิดปกติ

    ยังไม่ใช้เป็นการตรวจหลัก

    sdLDL, particle size, oxidized LDL

    การตรวจขนาดอนุภาคหรือไขมันแปรรูปขั้นสูง ยังไม่มีความจำเป็นในการตรวจสุขภาพทั่วไป เพราะมักไม่ส่งผลเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาหลัก

    ตรวจซ้ำหลังอดอาหาร

    เมื่อไตรกลีเซอไรด์สูงมากหรือผลผิดคาด

    หากไตรกลีเซอไรด์สูงมากผิดปกติ การเจาะเลือดซ้ำหลังงดอาหาร 10-12 ชั่วโมงจะช่วยยืนยันผลได้แม่นยำ

    LIPIDS • 2.6

    คำนวณอัตราส่วนไขมัน ใช้ประกอบการอ่านผล ไม่ใช้แทนค่าหลัก

    ใส่ค่าจากรายงานเพื่อดูความสัมพันธ์ของตัวเลข อัตราส่วนเหล่านี้ช่วยอธิบายภาพรวม แต่แพทย์ยังต้องใช้ LDL-C, non-HDL-C, ApoB และปัจจัยเสี่ยงอื่นในการวางแผนรักษา

    กำลังแสดงข้อมูลตัวอย่าง · แก้ค่าแล้วกดคำนวณ

    TC / HDL-C4.67ใช้ในแบบประเมินความเสี่ยงบางระบบ • ไม่ใช้เป็นเป้าหมายรักษาเดี่ยว
    LDL-C / HDL-C3.00ค่ายิ่งต่ำยิ่งดี แต่ไม่ใช้แทนการคุมค่า LDL-C ให้ถึงเป้าหมาย
    TG / HDL-C3.33ช่วยสะท้อนภาวะดื้อต่ออินซูลินและระบบเผาผลาญ
    non-HDL-C165เป้าหมายสำคัญตามแนวทางการแพทย์ระดับสากล
    Remnant-C estimate30ช่วยประเมินไขมันตกค้างในผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง

    ใช้ตัวเลขอย่างไรโดยไม่หลง ratio

    อัตราส่วนไขมันต่างๆอัตราส่วนเหล่านี้เป็นข้อมูลเสริม ไม่มีเกณฑ์ตายตัวสากล จึงไม่ใช้แทนการควบคุมระดับ LDL-C, non-HDL-C หรือการประเมินความเสี่ยงรวมของโรคหัวใจ
    เกณฑ์เป้าหมายทั่วไปในคนทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยง: คอเลสเตอรอลรวม <200, LDL-C <100, non-HDL-C <130, ไตรกลีเซอไรด์ <150 mg/dL แต่หากมีความเสี่ยงสูง เช่น มีโรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน หรือไตวาย แพทย์จะกำหนดเป้าหมาย LDL-C ให้ต่ำลงอย่างเข้มงวด (เช่น <70 หรือ <55 mg/dL)
    LIPIDS • 2.7

    อ่านผลไขมันทีละขั้น ดูค่าหลัก สาเหตุ และการตรวจเพิ่มเติม

    01

    มีโรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน โรคไต หรือประวัติครอบครัวหรือไม่

    กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มความเสี่ยงสูงที่ต้องดูแลและควบคุมอย่างใกล้ชิด

    →
    02

    ประเมินค่า LDL-C ควบคู่กับ non-HDL-C และไตรกลีเซอไรด์

    จำแนกว่าเป็นไขมันสูงชนิดเดี่ยว ชนิดผสม หรือไตรกลีเซอไรด์สูงเด่น

    →
    03

    ตรวจหาสาเหตุจากโรคอื่นหรือยาประจำตัว

    ทบทวนภาวะไทรอยด์ น้ำตาล โรคไต โรคตับ แอลกอฮอล์ และยาที่รับประทาน

    →
    04

    พิจารณาตรวจ ApoB, Lp(a) หรือแคลเซียมหลอดเลือดหัวใจ (CAC)

    เลือกตรวจเพิ่มเติมเมื่อผลจะช่วยให้แพทย์วางแผนการป้องกันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ข้อคิดสำคัญ: อันตรายจากไขมันในเลือดเกิดจากการสะสมต่อเนื่องตลอดหลายปี จึงต้องดูทั้งระดับไขมัน ระยะเวลาที่สูง และปัจจัยเสี่ยงโดยรวม ไม่ตัดสินจากผลเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว
    05
    CHAPTER 05

    สุขภาพไต

    อ่านค่าการกรองของไต (eGFR) คู่กับโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (uACR) เสมอ พร้อมดูแนวโน้มเดิม ยา และภาวะขาดน้ำ แพทย์จะวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังเมื่อพบความผิดปกติต่อเนื่อง

    อ้างอิงKDIGO 2024NKF eGFR Calculator
    KIDNEY • 05.1

    อ่านค่า eGFR คู่กับ uACR เสมอ ดูทั้งกำลังการกรองและโปรตีนที่รั่วในปัสสาวะ

    eGFR ช่วยประมาณกำลังการกรองของไต ส่วน uACR ตรวจหาโปรตีนไข่ขาว (อัลบูมิน) ที่เล็ดลอดออกมาในปัสสาวะ หากตรวจพบผิดปกติต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน แพทย์จึงจะพิจารณาภาวะโรคไตเรื้อรัง

    eGFR

    ไตกรองของเสียได้ประมาณเท่าไร

    คำนวณจากค่าครีอะตินีนในเลือด ร่วมกับอายุและเพศ (หน่วย mL/min/1.73m²) จึงเป็นค่าประมาณการกรอง ไม่ใช่การตัดชิ้นเนื้อไตตรวจโดยตรง

    G1 ≥90 ปกติ/สูงG2 60-89 ลดลงเล็กน้อยG3a 45-59 ลดลงปานกลางG3b 30-44 ลดลงมากG4 15-29 ไตวายรุนแรงG5 <15 ไตวายระยะสุดท้าย
    uACR

    มีโปรตีนไข่ขาวรั่วออกมาหรือไม่

    ตรวจวัดอัลบูมินเทียบกับครีอะตินีนในปัสสาวะ (หน่วย mg/g) ใช้ปัสสาวะช่วงใดก็ได้สะดวก แต่หากผิดปกติควรตรวจซ้ำเพื่อยืนยัน

    A1 <30 ปกติA2 30-300 รั่วปานกลางA3 >300 รั่วปริมาณมาก
    G1 หรือ G2 ยังไม่ได้แปลว่าเป็นโรคไต

    หากไม่มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และไม่มีหลักฐานความเสียหายของเนื้อไตอื่น ยังไม่ถือว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง

    ต้องมีความผิดปกติต่อเนื่อง

    ค่า eGFR ต่ำกว่า 60 หรือโปรตีนรั่วตั้งแต่ 30 mg/g ขึ้นไป ต้องตรวจพบต่อเนื่องตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป

    ดูแนวโน้ม ไม่ตัดสินจากผลครั้งเดียว

    ครีอะตินีนแกว่งได้จากมวลกล้ามเนื้อ การดื่มน้ำน้อย การออกกำลังกายหนัก อาหาร ยาบางชนิด หรือช่วงที่ร่างกายเจ็บป่วยเฉียบพลัน

    อ้างอิงKDIGO 2024NKF eGFR Calculator
    KIDNEY • 05.2

    ตารางประเมินความเสี่ยงโรคไต เทียบกำลังการกรอง (eGFR) กับโปรตีนรั่ว (uACR)

    สีในตารางช่วยประเมินระดับความเสี่ยงของไตและหลอดเลือดหัวใจร่วมกัน แต่ยังไม่ใช่วินิจฉัยจากผลตรวจเพียงครั้งเดียว หากผลผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจยืนยัน

    กำลังกรอง \ โปรตีนรั่ว
    A1 <30 mg/g
    A2 30-300 mg/g
    A3 >300 mg/g
    G1 ≥90
    เสี่ยงต่ำ
    ปานกลาง
    สูง
    G2 60-89
    เสี่ยงต่ำ
    ปานกลาง
    สูง
    G3a 45-59
    ปานกลาง
    สูง
    สูงมาก
    G3b 30-44
    สูง
    สูงมาก
    สูงมาก
    G4 15-29
    สูงมาก
    สูงมาก
    สูงมาก
    G5 <15
    สูงมาก
    สูงมาก
    สูงมาก
    ความต่อเนื่อง: ต้องตรวจพบความผิดปกติต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือนข้อสังเกตสำคัญ: ผู้ที่มีค่า G1/G2 คู่กับ A1 และไม่มีความผิดปกติอื่นในระบบไต ยังถือว่าไตทำงานปกติ
    อ้างอิงKDIGO 2024
    KIDNEY • 05.4

    ทดลองคำนวณค่า eGFR ใช้สมการมาตรฐานสากล CKD-EPI Creatinine 2021

    ทดลองปรับอายุ เพศ ระดับครีอะตินีน และหน่วยตรวจเพื่อดูค่าประมาณการกรองของไต โดยต้องอ่านร่วมกับโปรตีนรั่ว ประวัติสุขภาพ และผลตรวจเดิมเสมอ

    กำลังแสดงข้อมูลตัวอย่าง · ปรับเปลี่ยนค่าแล้วกดปุ่มคำนวณผล

    สำหรับผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป • ไม่ใช้ในภาวะไตวายเฉียบพลันหรือใช้ปรับขนาดยาเอง • การตั้งครรภ์ มวลกล้ามเนื้อมากหรือน้อยผิดปกติ และยาบางชนิดอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อน

    ค่าการกรอง eGFR93mL/min/1.73m²G1
    โปรตีนไข่ขาวรั่ว (uACR)15mg/gA1
    ระดับความเสี่ยงเบื้องต้นเสี่ยงต่ำ

    หากไม่มีหลักฐานความเสียหายของเนื้อไตอื่น ระดับ G1 ร่วมกับ A1 ยังไม่เข้าเกณฑ์โรคไตเรื้อรัง

    สมการคำนวณ eGFRcr = 142 × min(Scr/κ,1)α × max(Scr/κ,1)−1.200 × 0.9938Age × 1.012 [ถ้าเป็นหญิง]
    Scr = 1.00 mg/dLκ = 0.9α = −0.302
    KIDNEY • 05.3

    นิ่วในไตเกิดขึ้นได้อย่างไร

    นิ่วเกิดเมื่อปัสสาวะเข้มข้นจนสารบางชนิดตกผลึกเกินจุดที่ละลายได้ การป้องกันและการดูแลขึ้นอยู่กับชนิดของนิ่ว ปริมาณน้ำดื่ม อาหาร โรคประจำตัว และยาที่ใช้

    1ปัสสาวะเข้มข้นขึ้น ดื่มน้ำไม่เพียงพอ เหงื่อออกมาก หรืออยู่ในที่อากาศร้อน
    2สารตกผลึกเกินจุดละลาย แคลเซียม ออกซาเลต หรือกรดยูริกมีความเข้มข้นจนรวมตัวเป็นผลึก
    3ผลึกค่อย ๆ โตและเกาะกลุ่ม ผลึกขยายขนาดขึ้น โดยสารซิเตรต (citrate) ในปัสสาวะช่วยยับยั้งได้ในบางชนิด
    4เกิดการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ท่อไตบีบตัวรอบก้อนนิ่ว จึงเกิดอาการปวดบิดเกร็งรุนแรงเป็นพัก ๆ
    ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ให้ปัสสาวะใสและเจือจางตลอดวันตามคำแนะนำแพทย์ลดอาหารเค็มและโซเดียม ช่วยลดปริมาณแคลเซียมที่ขับออกมาในปัสสาวะอย่าตัดแคลเซียมจากอาหารเอง แคลเซียมจากมื้ออาหารช่วยจับออกซาเลตในลำไส้ไม่ให้ดูดซึมมากเกินไปปรับตามชนิดของนิ่ว ปริมาณออกซาเลต โปรตีนจากเนื้อสัตว์ ความเป็นกรดด่างของปัสสาวะ และยามีวิธีดูแลเฉพาะ
    สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที: มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะไม่ออก ปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว มีไตข้างเดียว กำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยการติดเชื้อร่วมกับการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
    07
    CHAPTER 07

    ความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือด

    การตรวจหัวใจแต่ละชนิดให้ข้อมูลคนละด้าน บางชนิดช่วยประเมินความเสี่ยงในอนาคต บางชนิดตรวจคราบหินปูน ทดสอบสมรรถภาพขณะออกแรง หรือตรวจดูโครงสร้างหัวใจ

    CARDIOVASCULAR RISK • 07.1

    คะแนนความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือด ประเมินโอกาสเกิดโรคในอนาคต

    คะแนนนี้ประเมินโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาวจากข้อมูลอายุ ความดัน ไขมัน เบาหวาน และการสูบบุหรี่ ไม่ได้บอกว่าหลอดเลือดตีบกี่เปอร์เซ็นต์ หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกต้องตรวจประเมินโดยตรง

    ความเสี่ยงใน 10 ปี
    อายุเพศความดันการสูบบุหรี่เบาหวานไขมันในเลือดค่าไต eGFRน้ำหนัก/BMI
    Score ตอบคำถามว่า"คนกลุ่มที่มีข้อมูลสุขภาพใกล้เคียงกัน มีโอกาสเกิดโรคประมาณเท่าไร?"
    Score ไม่ได้ตอบว่า"หลอดเลือดของบุคคลนี้ตีบอยู่ตรงไหนหรือกี่เปอร์เซ็นต์?"
    ต้องปรับตามบริบทเฉพาะบุคคลประวัติครอบครัว ระดับ Lp(a) โรคไตเรื้อรัง โรคอักเสบเรื้อรัง หรือผลหินปูน (CAC) อาจช่วยให้แพทย์ปรับแผนการรักษา
    อ้างอิงAHA PREVENTThai CV Risk
    CARDIOVASCULAR RISK • 07.1

    Thai CV Risk และ PREVENT เลือกเครื่องมือให้เหมาะกับกลุ่มประชากร

    TH

    Thai CV Risk

    • พัฒนาจากข้อมูลประชากรไทยโดยตรง
    • ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดระยะ 10 ปี
    • เหมาะกับระบบบริการสุขภาพในไทยที่ใช้เกณฑ์นี้

    ข้อจำกัด: รุ่นของสูตรคำนวณและตัวแปรต้องตรงกับเครื่องมือมาตรฐาน

    AHA

    PREVENT

    • สำหรับผู้ใหญ่อายุ 30-79 ปี ที่ยังไม่เคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ประเมินความเสี่ยงทั้งระยะ 10 ปี และ 30 ปี
    • รวมปัจจัยด้านหัวใจ ไต และระบบเผาผลาญ (metabolic)

    ข้อจำกัด: พัฒนาจากข้อมูลในสหรัฐฯ ควรพิจารณาความเหมาะสมเมื่อใช้ข้ามเชื้อชาติ

    <3% เสี่ยงต่ำ (Low) 3-<5% ก้ำกึ่ง (Borderline) 5-<10% เสี่ยงปานกลาง (Intermediate) ≥10% เสี่ยงสูง (High)
    ข้อแนะนำ: ควรใช้เครื่องมือที่สถานพยาบาลรองรับ และให้แพทย์พิจารณาร่วมกับข้อมูลสุขภาพจริง ไม่ควรนำเกณฑ์ตัวเลขจากคนละเครื่องมือมาปะปนกัน
    อ้างอิงAHA PREVENTThai CV Risk
    CARDIOVASCULAR RISK • 07.2

    ตรวจคราบหินปูนหลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary Calcium Score)

    การตรวจ CAC ช่วยปรับระดับความเสี่ยงในผู้ที่ยังไม่แน่ใจเรื่องการเริ่มยาป้องกัน เช่น ยาสแตติน ไม่ใช่การตรวจฉุกเฉิน และไม่บอกเปอร์เซ็นต์การตีบเหมือนการฉีดสีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

    ตรวจพบอะไรปริมาณคราบหินปูนที่เกาะสะสมในผนังหลอดเลือดหัวใจ (calcified plaque)
    ช่วยวางแผนอย่างไรช่วยปรับระดับความเสี่ยงให้ชัดเจนขึ้น เมื่อผลจะเปลี่ยนแผนการป้องกัน เช่น การเริ่มยาลดไขมัน
    ข้อจำกัดที่ควรรู้ไม่เห็นคราบไขมันนิ่มที่ยังไม่เกาะหินปูน และไม่บอกเปอร์เซ็นต์ความตีบตันของหลอดเลือด
    ปริมาณรังสีใช้รังสีเอกซเรย์ในระดับต่ำ แต่ควรตรวจเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
    CARDIOVASCULAR RISK • 07.2

    การแปลผล Calcium Score ดูทั้งคะแนนดิบและอันดับเทียบคนวัยเดียวกัน

    คะแนน 0 หมายถึงไม่พบหินปูนจากการตรวจครั้งนี้ ความเสี่ยงระยะสั้นจึงต่ำ แต่ยังอาจมีคราบไขมันชนิดนิ่มได้ แพทย์จึงต้องอ่านร่วมกับอายุ เพศ และปัจจัยเสี่ยงอื่น

    0ไม่พบคราบหินปูนความเสี่ยงระยะสั้นมักต่ำ แต่ไม่ได้รับประกันว่าไม่มีคราบไขมันชนิดอื่น
    1-99พบคราบหินปูนเล็กน้อยต้องเทียบกับอายุและเพศ เพราะคะแนนน้อยในคนอายุน้อยอาจมีความสำคัญ
    ≥100พบคราบหินปูนชัดเจนบ่งชี้ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แพทย์มักแนะนำการปรับพฤติกรรมและพิจารณายาป้องกันที่เข้มข้นขึ้น
    ≥1000พบคราบหินปูนปริมาณมากจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงมาก จำเป็นต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเข้มงวดและใกล้ชิด

    เหมาะสำหรับ

    ผู้ที่ไม่มีอาการ แต่มีความเสี่ยงระดับก้ำกึ่งหรือปานกลาง และผลตรวจจะช่วยตัดสินใจเริ่มยาป้องกัน

    กรณีที่ควรเลือกวิธีอื่นก่อน

    กำลังเจ็บแน่นหน้าอก ได้รับการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจแล้ว เคยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เคยใส่ขดลวด หรือผ่าตัดบายพาส

    CARDIOVASCULAR RISK • 07.3

    การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST)

    EST ดูว่าขณะที่หัวใจทำงานหนักขึ้น มีสัญญาณกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือความดันตอบสนองผิดปกติหรือไม่ โดยทั่วไปไม่ใช้ตรวจประจำในผู้ที่ไม่มีอาการและมีความเสี่ยงต่ำ

    ค้นหาสัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บ่งชี้ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรืออาการเจ็บหน้าอกขณะออกแรง
    วัดการทำงานความทนทานในการออกกำลังกาย การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และจังหวะการเต้น
    เหมาะเมื่อใดผู้ตรวจสามารถเดินสายพานได้ และคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพักไม่มีความผิดปกติที่บดบังการอ่านผล
    ข้อจำกัดไม่เห็นคราบไขมันในหลอดเลือดโดยตรง และผลปกติไม่ได้แปลว่าไม่มีคราบไขมันสะสมในหลอดเลือด
    คำแนะนำก่อนตรวจ: แจ้งแพทย์หากมีอาการเจ็บหน้าอก หน้ามืด ยาประจำตัว หรือข้อจำกัดในการเดิน หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเฉียบพลันต้องรับการประเมินฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอตรวจ EST
    CARDIOVASCULAR RISK • 07.4

    อัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram: Echo) ตรวจดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ

    Echo ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจดูขนาดห้องหัวใจ การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ และการไหลเวียนเลือด การตรวจนี้ไม่ได้ตรวจดูหลอดเลือดหัวใจโดยตรง

    โครงสร้างหัวใจ (Structure)ขนาดห้องหัวใจ ความหนาของผนังกล้ามเนื้อ รูรั่วในหัวใจ และเยื่อหุ้มหัวใจ
    การบีบตัว (Function)ประสิทธิภาพการบีบเลือด (Ejection Fraction: EF) การเคลื่อนไหวของผนังหัวใจ และการคลายตัว
    ลิ้นหัวใจ (Valves)ตรวจดูลิ้นหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว และแรงดันเลือดที่ไหลผ่านลิ้นหัวใจ
    ข้อควรเข้าใจผล Echo ปกติไม่ได้บอกว่าไม่มีคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจ และค่าการบีบตัวปกติยังอาจพบภาวะหัวใจล้มเหลวบางชนิดได้
    ข้อคิดสำคัญ: ผลตรวจปกติชนิดหนึ่งไม่ได้ตอบทุกเรื่องในระบบหัวใจ Echo ปกติไม่ได้ตัดโรคหลอดเลือดหัวใจ และ EF ปกติยังพบภาวะหัวใจล้มเหลวบางชนิดได้ จึงต้องเลือกการตรวจตามอาการและคำแนะนำของแพทย์
    CARDIOVASCULAR RISK • SUMMARY

    เปรียบเทียบการตรวจหัวใจแต่ละชนิด ให้ข้อมูลคนละด้าน จึงใช้แทนกันไม่ได้

    เครื่องมือคำถามหลักสิ่งที่ได้สิ่งที่ไม่ควรสรุปเกิน
    Risk scoreในอนาคตมีโอกาสเกิดโรคเท่าไร?ความน่าจะเป็นในการเกิดโรคระยะ 10 หรือ 30 ปีไม่บอกว่าหลอดเลือดตีบอยู่ตรงไหน
    CACมีคราบหินปูนสะสมในหลอดเลือดมากแค่ไหน?คะแนน Agatston และการเทียบกับคนวัยเดียวกันไม่บอกเปอร์เซ็นต์การตีบ และไม่เห็นคราบไขมันนิ่ม
    ESTเมื่อหัวใจออกแรงหนัก มีอาการหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไหม?คลื่นไฟฟ้าหัวใจ อาการ ความทนทาน และความดันขณะออกแรงไม่เห็นลักษณะคราบไขมันในหลอดเลือดโดยตรง
    Echoโครงสร้าง กล้ามเนื้อ และลิ้นหัวใจทำงานอย่างไร?ขนาดห้องหัวใจ การบีบตัว ลิ้นหัวใจ และแรงดันการไหลเวียนไม่ใช่การตรวจดูคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจ
    คำแนะนำสำหรับผู้ตรวจสุขภาพ: หากไม่มีอาการ ให้เริ่มจากควบคุมปัจจัยเสี่ยงและประเมินคะแนนความเสี่ยง ส่วนการตรวจภาพหรือทดสอบสมรรถภาพหัวใจควรทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจน
    08
    CHAPTER 08

    สารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor Markers)

    หากผลตรวจจากแพ็กเกจสุขภาพพบค่าสูงผิดปกติ ให้นำรายงานฉบับเต็มพร้อมผลตรวจเดิมไปพบแพทย์ เพื่อประเมินร่วมกับอาการและเลือกการตรวจยืนยันที่เหมาะสม

    CANCER • 08.1

    สารบ่งชี้มะเร็งบอกอะไร ผลตรวจสูงยังไม่เท่ากับเป็นมะเร็ง

    สารบ่งชี้มะเร็งอาจสูงขึ้นได้จากทั้งโรคมะเร็งและการอักเสบหรือโรคทั่วไปที่ไม่ใช่มะเร็ง แพทย์จะพิจารณาอาการ ประวัติสุขภาพ ผลตรวจเดิม และอวัยวะที่เกี่ยวข้องก่อนวางแผนตรวจต่อ

    01

    เข้าใจเป้าหมายการตรวจ

    ตรวจเพื่อช่วยวินิจฉัย ประเมินความรุนแรง ติดตามการตอบสนองต่อการรักษา หรือเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำ

    02

    ทบทวนข้อมูลสุขภาพ

    อายุ เพศ การสูบบุหรี่ การตั้งครรภ์ การอักเสบในร่างกาย โรคตับ โรคไต ยาประจำตัว และแนวโน้มผลเดิม

    03

    เลือกการตรวจยืนยันที่ตรงจุด

    อาจเป็นการเจาะเลือดตรวจซ้ำ ตรวจอัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ส่องกล้อง หรือตรวจชิ้นเนื้อ

    คำแนะนำสำหรับผู้ตรวจสุขภาพ: ค่าที่สูงขึ้นเพียงครั้งเดียวยังไม่สามารถยืนยันว่าเป็นมะเร็ง และในทางกลับกัน ผลปกติก็ไม่ควรใช้ตัดโรคหากมีอาการผิดปกติ ควรนำรายงานฉบับจริงไปปรึกษาแพทย์เสมอ
    CANCER • 08.2

    สารบ่งชี้มะเร็งสัมพันธ์กับอวัยวะใดบ้าง

    กดเลือกชื่อการตรวจเพื่อดูอวัยวะที่อาจเกี่ยวข้องและภาวะทั่วไปที่อาจทำให้ค่าสูง แผนภาพนี้ช่วยแสดงความสัมพันธ์เบื้องต้น แต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งก้อนมะเร็งได้

    PSA

    สัมพันธ์กับต่อมลูกหมาก

    ช่วยประเมินโรคของต่อมลูกหมาก และใช้ติดตามผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว

    ภาวะต่อมลูกหมากโต การอักเสบติดเชื้อ และการตรวจสวนปัสสาวะก่อนตรวจเลือดทำให้ค่าสูงขึ้นได้
    CANCER • 08.3

    สารบ่งชี้มะเร็งที่พบบ่อย หนึ่งค่าตรวจอาจสัมพันธ์กับหลายภาวะ

    รายการตรวจอวัยวะที่มักเกี่ยวข้องประโยชน์หลักทางการแพทย์ภาวะอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งที่อาจทำให้ค่าสูง
    PSAต่อมลูกหมากประเมินความเสี่ยงต่อมลูกหมาก และติดตามการรักษาต่อมลูกหมากโต (BPH), ต่อมลูกหมากอักเสบ, การสวนปัสสาวะ
    AFPตับ และเนื้องอกเซลล์สืบพันธุ์ช่วยวินิจฉัยและติดตามเมื่อมีผลตรวจภาพสนับสนุนตับอักเสบเรื้อรัง, ตับแข็ง, ภาวะตั้งครรภ์
    CEAลำไส้ใหญ่ และมะเร็งก้อนเนื้อหลายชนิดใช้ติดตามการรักษาและการกลับเป็นซ้ำ มากกว่าการคัดกรองการสูบบุหรี่, การอักเสบในร่างกาย, โรคตับ, ลำไส้อักเสบ
    CA-125รังไข่ และเยื่อบุช่องท้องใช้ติดตามการรักษา และช่วยประเมินก้อนในอุ้งเชิงกรานช่วงมีประจำเดือน, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่, การตั้งครรภ์
    CA 15-3เต้านมประเมินการตอบสนองต่อการรักษา หรือเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำโรคตับ, ซีสต์หรือเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งของเต้านม
    CA 19-9ตับอ่อน และท่อน้ำดีใช้ช่วยวินิจฉัยและติดตามการรักษาโรคตับอ่อนและท่อน้ำดีท่อน้ำดีอุดตัน, ท่อน้ำดีอักเสบ, ตับอ่อนอักเสบ, นิ่วในท่อน้ำดี
    β-hCGเนื้องอกเซลล์สืบพันธุ์ และรกช่วยวินิจฉัยและติดตามผลการรักษาเนื้องอกเฉพาะกลุ่มการตั้งครรภ์ปกติ, ภาวะรบกวนจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    CANCER • 08.4

    เมื่อผลตรวจผิดปกติ ควรทำอย่างไรต่อ

    แพทย์จะตรวจสอบชื่อการตรวจ หน่วยวัด ค่าอ้างอิง อาการ และโรคอื่นที่อาจทำให้ค่าสูง ก่อนพิจารณาเจาะเลือดตรวจซ้ำหรือตรวจภาพอวัยวะที่เกี่ยวข้อง

    01

    ตรวจสอบรายงานผล

    ดูชื่อการตรวจ หน่วยวัด ช่วงอ้างอิงของห้องปฏิบัติการ และแนวโน้มผลเดิม

    02

    ทบทวนอาการและประวัติ

    แจ้งโรคประจำตัว การสูบบุหรี่ การตั้งครรภ์ ยาที่ใช้ และอาการผิดปกติของร่างกาย

    03

    เจาะเลือดตรวจซ้ำเมื่อเหมาะสม

    ตรวจซ้ำตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ เพื่อดูว่าค่าสูงชั่วคราวหรือเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    04

    ตรวจอวัยวะที่เกี่ยวข้อง

    แพทย์อาจส่งตรวจอัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือส่องกล้องตามข้อบ่งชี้

    05

    ตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา

    ใช้ยืนยันชนิดของเนื้อเยื่อเมื่อตรวจพบก้อนหรือรอยโรคที่น่าสงสัย

    ข้อคิดสำคัญ: ผลสารบ่งชี้มะเร็งที่สูงขึ้นมีความหมายว่าควรตรวจประเมินต่อ ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งในทันที
    อ้างอิงNCI: Marker List
    CANCER • 08.5

    เตรียมข้อมูลก่อนพบแพทย์ ช่วยให้การตรวจวินิจฉัยตรงจุดและรวดเร็ว

    1

    นำรายงานฉบับจริงมาด้วย

    แพทย์ต้องดูชื่อการตรวจ หน่วยวัด ช่วงค่าปกติ และวันที่ตรวจอย่างละเอียด

    2

    นำผลตรวจเดิมมาเปรียบเทียบ

    แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงตามเวลามักให้ข้อมูลชัดเจนกว่าค่าตรวจครั้งเดียว

    3

    แจ้งอาการ ยา และโรคประจำตัว

    การอักเสบ ยา สมุนไพร การสูบบุหรี่ หรือการตั้งครรภ์อาจมีผลต่อระดับสารบ่งชี้

    4

    ตรวจยืนยันตามแผนการแพทย์

    อาจเป็นการตรวจภาพ ส่องกล้อง หรือตรวจชิ้นเนื้อ ไม่เจาะเลือดซ้ำแบบไร้ทิศทาง

    5

    ยึดค่าอ้างอิงของแล็บนั้น

    แต่ละโรงพยาบาลอาจใช้วิธีตรวจและช่วงอ้างอิงที่ต่างกัน ห้ามนำเลขมาเทียบตรง ๆ

    6

    แจ้งแพทย์ทันทีหากมีอาการ

    ผลเลือดปกติยังไม่สามารถตัดโรคได้ทั้งหมด หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

    หากผลจากแพ็กเกจสุขภาพผิดปกติ: นำรายงานฉบับจริงและผลตรวจเดิมไปพบแพทย์ เพื่อเลือกการตรวจยืนยันที่ตรงกับรายการนั้นที่สุด
    14
    CHAPTER 14

    ผลตรวจสุขภาพหมวดอื่น

    ครอบคลุมการติดตามน้ำหนัก รอบเอว ผลตรวจปัสสาวะ การทำงานของต่อมไทรอยด์ ภาพถ่ายเต้านม และการตรวจหลอดเลือดแดงส่วนปลาย

    OTHER CHECKS • FOLLOW-UP

    ผลตรวจที่พบบ่อยและแนวทางดูแล เตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนติดตามผล

    น้ำหนักและรอบเอว

    ดูแนวโน้มควบคู่กับความดัน น้ำตาล ไขมัน และการนอนหลับ ตั้งเป้าหมายการปรับพฤติกรรมที่ทำได้ต่อเนื่อง

    การตรวจปัสสาวะ

    หากพบเม็ดเลือดแดงหรือโปรตีน ควรเก็บตัวอย่างปัสสาวะสะอาดตรวจซ้ำ และตรวจโปรตีนรั่ว (uACR) เมื่อมีข้อบ่งชี้

    ฮอร์โมนต่อมไทรอยด์

    แปลผล TSH ควบคู่กับ FT4 เสมอ พร้อมทบทวนอาการ ยา และช่วงเวลาเจ็บป่วย ไม่ปรับยาจากผลเลือดเพียงค่าเดียว

    เอกซเรย์และตรวจอุจจาระ

    ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุในรายงานผล หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นใหม่ควรรีบพบแพทย์ทันที

    เตรียมตัวก่อนพบแพทย์: นำรายงานฉบับจริง ผลตรวจเดิม ยาประจำตัว อาหารเสริม และบันทึกอาการไปพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยที่ตรงจุด
    HEARING

    ภาวะหูตึงตามวัย (Presbycusis)

    หูตึงตามวัยมักค่อย ๆ เป็นพร้อมกันทั้งสองข้างและเริ่มที่เสียงความถี่สูง หากมีอาการได้ยินลดลงหรือหูดับฉับพลันข้างใดข้างหนึ่ง ต้องรีบพบแพทย์ทันที

    กลไกการเปลี่ยนแปลงตามวัย
    1เซลล์รับเสียงในหูชั้นใน (cochlea) เสื่อมสภาพ
    →
    2การได้ยินเสียงแหลม (ความถี่สูง) ลดลงก่อน
    →
    3แยกเสียงพยัญชนะยากขึ้น คำพูดฟังไม่ชัด
    สิ่งที่ควรทำ: หากเริ่มฟังคำพูดไม่ชัด ต้องเปิดเสียงโทรทัศน์ดังขึ้น หรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการตรวจวัดระดับการได้ยิน (audiogram)
    2505001k2k4k6k8kdB HLความถี่ (Hz) สระส / ฟ / ช
    VISION

    สายตายาวตามวัย (Presbyopia)

    สายตายาวตามวัยเกิดจากเลนส์ตาปรับโฟกัสในระยะใกล้ยากขึ้น แต่หากมีอาการตามัวฉับพลัน เห็นแสงวาบ จุดดำลอยใหม่จำนวนมาก หรือมีม่านดำบังตา ต้องพบจักษุแพทย์ทันที

    วัยหนุ่มสาว

    เลนส์ตายืดหยุ่นดี
    โฟกัสระยะใกล้ได้คมชัด

    ความยืดหยุ่นของเลนส์ตาลดลง

    เมื่ออายุมากขึ้น

    เลนส์ตาโป่งตัวได้น้อยลง
    ต้องยืดแขนออกเพื่ออ่านหนังสือ

    สัญญาณเตือนอ่านระยะใกล้ไม่ชัด • ต้องยืดแขนถือหนังสือ
    ช่วงอายุที่พบเริ่มสังเกตเห็นชัดเจนตั้งแต่วัย 40 ปีขึ้นไป
    สัญญาณอันตราย (Red Flag)ตามัวเฉียบพลัน แสงวาบ จุดดำพุ่งลอย หรือปวดตารุนแรง
    BREAST IMAGING

    เข้าใจรหัสผลตรวจเต้านม BI-RADS® ดูความหมายพร้อมแนวทางดูแล

    BI-RADS เป็นระบบมาตรฐานในการรายงานผลเอกซเรย์เต้านม (แมมโมแกรม) ไม่ใช่ระยะของโรคมะเร็ง แต่ละกลุ่มจะมีคำแนะนำในการดูแลที่ชัดเจน

    0ภาพยังไม่ครบตรวจภาพเพิ่มหรือเทียบภาพเดิม
    1ปกติตรวจคัดกรองตามรอบประจำปี
    2พบสิ่งไม่ใช่มะเร็งเช่น ถุงน้ำ ตรวจคัดกรองตามรอบ
    3โอกาสร้ายแรงต่ำมากนัดตรวจติดตามระยะสั้น 6 เดือน
    4น่าสงสัยแนะนำตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา
    5สงสัยมะเร็งอย่างยิ่งจำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อโดยเร็ว
    6ยืนยันมะเร็งแล้ววางแผนการรักษากับแพทย์
    CBC • 04.4

    โรคและพาหะธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ความผิดปกติทางพันธุกรรมในการสร้างฮีโมโกลบิน

    เม็ดเลือดแดงขนาดเล็กอาจเกิดจากธาลัสซีเมียหรือภาวะขาดธาตุเหล็ก แพทย์จะตรวจระดับธาตุเหล็กสะสม (ferritin) และชนิดฮีโมโกลบินก่อนพิจารณาให้ยาธาตุเหล็กระยะยาว

    แอลฟา-ธาลัสซีเมีย (Alpha thalassemia)

    ร่างกายสร้างสายแอลฟาบกพร่อง ความรุนแรงขึ้นกับจำนวนยีนที่ผิดปกติ

    บีตา-ธาลัสซีเมีย (Beta thalassemia)

    ร่างกายสร้างสายบีตาบกพร่อง ความรุนแรงขึ้นกับชนิดของคู่ยีน

    ระดับความรุนแรง

    มีตั้งแต่ผู้ที่เป็นพาหะ (สุขภาพปกติ) ผู้มีอาการปานกลาง จนถึงชนิดรุนแรง

    เม็ดเลือดแดงเล็กไม่ได้แปลว่าขาดธาตุเหล็กเสมอไป

    แพทย์จะตรวจเฟอร์ริติน (ferritin) และชนิดฮีโมโกลบิน (Hb typing) ก่อนให้ธาตุเหล็ก เพื่อป้องกันภาวะธาตุเหล็กเกิน

    การถ่ายทอดทางพันธุกรรม (หากพ่อแม่เป็นพาหะคู่เสี่ยง)

    25%ลูกปกติ50%เป็นพาหะ25%เป็นโรค
    CBC • 04.2

    ภาวะโลหิตจาง (Anemia) ระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

    โลหิตจางเกิดได้จากการสูญเสียเลือด ร่างกายสร้างเม็ดเลือดไม่พอ หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็ว การรักษาต้องเริ่มจากการหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ใช่การรับประทานธาตุเหล็กเหมือนกันทุกคน

    O₂O₂O₂O₂O₂O₂O₂
    ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) คือโปรตีนสำคัญในเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจน
    ระดับความซีดมากขึ้น → อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย • ใจสั่น • หน้ามืดเวียนศีรษะ
    1

    การสูญเสียเลือด

    ประจำเดือนมามากผิดปกติ เลือดออกทางเดินอาหาร แผลในกระเพาะ หรือริดสีดวงทวาร

    2

    ร่างกายสร้างไม่พอ

    ขาดธาตุเหล็ก ขาดวิตามินบี 12 หรือโฟเลต โรคไตเรื้อรัง การอักเสบเรื้อรัง หรือโรคไขกระดูก

    3

    เม็ดเลือดแดงแตกสลาย

    เม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากภาวะภูมิคุ้มกัน ยาบางชนิด การติดเชื้อ หรือโรคทางพันธุกรรม

    สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์: เหนื่อยหอบรุนแรง แน่นหน้าอก หน้ามืดเป็นลมบ่อย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ มีเลือดออก หรือค่าฮีโมโกลบินลดลงรวดเร็ว
    BLOOD PRESSURE • 03.1

    วิธีวัดความดันโลหิตให้แม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อนก่อนแปลผล

    ใช้เครื่องวัดอัตโนมัติแบบต้นแขนที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เลือกผ้าพันแขน (cuff) ให้พอดีรอบแขน งดสูบบุหรี่ ชา กาแฟ และการออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีก่อนวัด

    BP
    1. นั่งพักอย่างสงบอย่างน้อย 5 นาที
    2. วางแขนให้อยู่ระดับหัวใจ • เลือก cuff ขนาดพอดี
    3. หลังพิงพนัก • เท้าวางราบกับพื้น • ไม่นั่งไขว่ห้าง
    4. วัด 2 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที แล้วจดบันทึกทั้งสองค่า
    กรณีฉุกเฉิน: หากความดัน >180/120 mmHg ร่วมกับเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด สับสน หรือมองเห็นผิดปกติ ให้เรียกรถพยาบาลฉุกเฉินทันที
    ก่อนวัดปัสสาวะให้เรียบร้อย • นั่งพักนิ่ง ๆ ≥5 นาที
    ขณะวัดงดพูดคุย • ปลดเสื้อให้แขนเปลือยและอยู่ระดับหัวใจ
    การวัดที่บ้านวัดเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน บันทึกค่าเช้า-เย็นเป็นชุด
    การดูแลอุปกรณ์นำเครื่องวัดไปตรวจสอบเทียบกับคลินิกเป็นระยะ
    อ้างอิงAHA: Home BP Monitoring
    OCCUPATIONAL VISION

    การตรวจการมองเห็นสี (Color Vision) คัดกรองเบื้องต้น แล้วประเมินตามลักษณะงาน

    ผลคัดกรองการมองเห็นสีควรพิจารณาตามหน้าที่งานและมาตรฐานเฉพาะตำแหน่ง ไม่ควรด่วนสรุปว่า "ทำงานไม่ได้" จากสมุดทดสอบ Ishihara เพียงอย่างเดียว

    1

    วิเคราะห์ลักษณะงานจริง

    ต้องแยกสีอะไร ในสภาพแสงและระยะใด หากอ่านสีผิดมีผลต่อความปลอดภัยอย่างไร

    2

    การตรวจคัดกรองเบื้องต้น

    สมุด Ishihara ช่วยคัดกรองความผิดปกติของสีแดง-เขียวได้ดี แต่อาจไม่ได้ครอบคลุมทุกมิติ

    3

    การตรวจยืนยันเฉพาะทาง

    ทดสอบด้วยโคมไฟสัญญาณ (Lantern), CAD หรือ Farnsworth ตามมาตรฐานวิชาชีพ

    4

    สรุปผลตามความเสี่ยง

    ผ่านเกณฑ์ • จำกัดบางหน้าที่ • ปรับสภาพแวดล้อม หรือปรึกษาแพทย์เฉพาะทางอาชีวเวชศาสตร์

    12
    8
    29
    ทำไมอ่านแผ่น Ishihara ไม่ผ่าน แต่ยังอาจปฏิบัติงานได้?
    เนื่องจากในงานจริงมักมีความสว่าง ตำแหน่ง ขนาด รูปร่าง ป้ายตัวอักษร หรือสัญญาณเสียงช่วยเสริม
    อ้างอิงCIE: Colour Vision
    VASCULAR

    โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral Artery Disease: PAD)

    หากเดินแล้วมีอาการปวดเมื่อยที่น่องหรือต้นขาซ้ำ ๆ ที่ระยะทางใกล้เคียงกัน และดีขึ้นเมื่อได้พัก ควรตรวจประเมิน PAD เพราะเป็นสัญญาณของหลอดเลือดแดงแข็งจากคราบไขมันทั่วร่างกาย

    ขณะพักเลือดที่ไหลผ่านยังเพียงพอ
    เมื่อออกแรงเดิน → กล้ามเนื้อต้องการเลือดเพิ่มขึ้น
    ขณะออกแรงเลือดไปเลี้ยงไม่ทัน → เกิดอาการปวดเมื่อย
    ตำแหน่งที่มักปวด: น่อง ต้นขา หรือสะโพก เมื่อเดินไประยะหนึ่ง และอาการทุเลาลงเมื่อหยุดพัก
    หากขาซีด เย็น ชา อ่อนแรง หรือปวดรุนแรงเฉียบพลัน อาจเป็นภาวะขาขาดเลือดเฉียบพลัน ต้องพบแพทย์ทันที
    โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายสัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
    อ้างอิงAHA/ACC PAD 2024AHA: ABI
    VASCULAR TEST

    ดัชนีความดันข้อเท้าเทียบกับแขน (Ankle-Brachial Index: ABI)

    การตรวจ ABI ช่วยตรวจคัดกรองภาวะหลอดเลือดแดงขาตีบ แต่ค่าอาจสูงเกินจริงได้หากหลอดเลือดแข็งตัวจนกดไม่ลง โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตเรื้อรัง

    ABI
    =
    ความดันตัวบน (systolic) ที่ข้อเท้าความดันตัวบน (systolic) ที่แขน
    >1.40หลอดเลือดกดไม่ลงผนังหลอดเลือดแข็งตัวหรือมีหินปูนเกาะ ควรตรวจความดันนิ้วเท้า (toe pressure) เพิ่มเติม
    1.00-1.40ค่าปกติไม่พบหลักฐานหลอดเลือดขาตีบจากการตรวจขณะพัก
    0.91-0.99ระดับก้ำกึ่ง (Borderline)อ่านร่วมกับอาการ หรือตรวจวัดซ้ำหลังเดินออกกำลังกาย
    ≤0.90ผิดปกติบ่งชี้ภาวะหลอดเลือดแดงที่ขาตีบตัน (PAD)
    วัดความดันทั้งสองข้าง • ใช้ค่าข้อเท้าที่สูงกว่า • คำนวณและแปลผลแยกขวา-ซ้าย
    อ้างอิงAHA: ABIAHA/ACC PAD 2024
    ARTERIAL STIFFNESS

    ดัชนีความแข็งของหลอดเลือด (Cardio-Ankle Vascular Index: CAVI)

    CAVI เป็นตัวชี้วัดเสริมเรื่องความยืดหยุ่นและความแข็งของหลอดเลือด ไม่ได้ใช้แทนคะแนนความเสี่ยง, ระดับไขมัน LDL, ความดัน หรือ ABI และไม่ควรใช้ค่าเดียวตัดสินการรักษา

    หลอดเลือดยืดหยุ่นดี • คลื่นชีพจรเคลื่อนที่ช้ากว่า
    หลอดเลือดแข็งตัว • คลื่นชีพจรเคลื่อนที่เร็วกว่า
    <8หลอดเลือดยืดหยุ่นปกติ
    8-<9ระดับก้ำกึ่ง (Borderline)
    ≥9หลอดเลือดมีความแข็งตัวเพิ่มขึ้น
    CAVIบอกว่าหลอดเลือด "แข็งตัว" แค่ไหน
    ≠
    ABIบอกว่าหลอดเลือดขา "ตีบตัน" หรือไม่
    ข้อควรเข้าใจ: จุดตัดคะแนนอาจแตกต่างกันตามอายุและเครื่องตรวจ ค่าที่สูงขึ้นควรใช้เพื่อทบทวนการควบคุมปัจจัยเสี่ยง ไม่ใช่สรุปว่าหลอดเลือดตัน
    อ้างอิงCAVI ConsensusAHA/ACC PAD 2024
    สรุปคำแนะนำสำคัญ • TAKE-HOME

    อ่านผลตรวจให้เข้าใจและนำไปใช้จริง ผ่าน 4 คำถามสำคัญที่คุณหมออยากชวนคุย

    01

    ค่าตรวจนี้บอกอะไรกับเรา?

    บอกค่าเฉลี่ย การทำงานของอวัยวะ ความเสี่ยงระยะยาว หรือเป็นเพียงสัญญาณเตือนที่ต้องตรวจยืนยันซ้ำ

    02

    ผิดปกติครั้งเดียว หรือเป็นแนวโน้มต่อเนื่อง?

    เทียบกับผลตรวจปีก่อนๆ วิธีเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด และช่วงค่าอ้างอิงปกติของห้องปฏิบัติการเดียวกัน

    03

    มีปัจจัยอื่นส่งผลต่อตัวเลขไหม?

    ยาประจำ โรคเดิม การนอนหลับ ความเครียด อาหารมื้อก่อนตรวจ หรืออาการเจ็บป่วยช่วงนั้นล้วนมีผลต่อผลแล็บ

    04

    ก้าวต่อไปควรทำอะไร และเมื่อไหร่?

    ปรับวิถีชีวิต นัดตรวจติดตาม ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง หรือไปโรงพยาบาลทันทีหากมีสัญญาณอันตราย

    เข้าใจตัวเลข›ดูแนวโน้ม›มองภาพรวมสุขภาพ›วางแผนดูแลร่วมกัน
    แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ • 1/2

    แหล่งข้อมูลและแนวทางเวชปฏิบัติอ้างอิง เบาหวาน • ไขมันในเลือด • โรคไต

    รวบรวมแนวทางเวชปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและของประเทศไทย เพื่อให้คุณสามารถตรวจสอบหลักฐานทางการแพทย์และข้อมูลอัปเดตล่าสุดได้โดยตรงครับ

    โรคเบาหวานและดัชนีน้ำตาล (Diabetes & GI)

    โรคไตและการชะลอไตเสื่อม (Kidney)

    แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ • 2/2

    แหล่งข้อมูลและแนวทางเวชปฏิบัติอ้างอิง โรคหัวใจ • มะเร็ง • และผลตรวจอื่นๆ

    คลิกลิงก์เพื่อเปิดดูแนวทางเวชปฏิบัติและข้อมูลสำหรับประชาชนจากหน่วยงานสาธารณสุขชั้นนำ เพื่อใช้พูดคุยปรึกษาแนวทางดูแลสุขภาพร่วมกับแพทย์ประจำตัวครับ

    หัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular)

    โรคมะเร็งและการตรวจคัดกรอง (Cancer Screening)

    การตรวจสุขภาพด้านอื่นๆ (Other Health Checks)

    จัดทำโดย นพ.สุทธิศักดิ์ เด่นดวงชัย • คู่มือประกอบการอ่านผลตรวจสุขภาพสำหรับประชาชน • ไม่ใช้แทนคำแนะนำเฉพาะบุคคลในการรักษาโรค
    Suttisak Denduangchai
    03
    BLOOD PRESSURE

    ความดันโลหิต

    ความดันโลหิตเป็นสัญญาณชีพที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวัน เริ่มต้นจากการวัดให้ถูกวิธี ดูค่าเฉลี่ยหลายๆ ครั้ง แล้วนำมาประเมินร่วมกับความเสี่ยงสุขภาพโดยรวมครับ

    BLOOD PRESSURE • 03.2

    ความดันอยู่ระดับไหน ใช้เกณฑ์สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย และดูค่าที่สูงกว่า

    เหมาะสมที่สุด / ปกติ<120-129 และ <80
    กลุ่มเสี่ยง130-139 หรือ 80-89
    ความดันสูง ระดับ 1140-159 หรือ 90-99
    ความดันสูง ระดับ 2160-179 หรือ 100-109
    ความดันสูง ระดับ 3≥180 หรือ ≥110
    คำแนะนำจากแพทย์: หากค่าตัวบนหรือตัวล่างสูงกว่าเกณฑ์ ให้ยึดค่าที่สูงกว่าเป็นหลัก แต่จะไม่ตัดสินจากค่าที่วัดเพียงครั้งเดียว ควรวัดซ้ำหลายครั้งในบรรยากาศผ่อนคลายครับ
    อ้างอิงแนวทางความดันไทย 2567AHA 2025 BP
    BLOOD PRESSURE • 03.3

    ยืนยันผลด้วยการวัดหลายช่วงเวลา เพราะความดันที่วัดครั้งเดียวในโรงพยาบาล อาจไม่ใช่ความดันจริงของคุณ

    จดบันทึกความดันที่บ้านวัดวันละ 2 ช่วงเวลา (เช้าหลังตื่นนอน และก่อนนอน) ช่วงละ 2 ครั้งห่างกัน 1 นาที บันทึกติดต่อกัน 5-7 วันเพื่อให้เห็นค่าเฉลี่ยที่แท้จริง
    สูงเฉพาะเวลาเจอแพทย์บางท่านตื่นเต้นเมื่อมาโรงพยาบาลจนความดันสูง (White-coat effect) หากที่บ้านปกติดี แพทย์จะติดตามดูแลโดยไม่รีบให้ยาเกินจำเป็น
    แอบสูงนอกโรงพยาบาลบางท่านวัดที่คลินิกปกติแต่ที่บ้านหรือที่ทำงานสูง (Masked hypertension) การวัดที่บ้านหรือติดเครื่องวัด 24 ชั่วโมงช่วยตรวจพบได้
    คำแนะนำจากแพทย์: นำสมุดบันทึกความดันพร้อมเครื่องวัดประจำตัวมาพบแพทย์ในวันนัดหมาย ไม่ควรเพิ่มหรือหยุดยาลดความดันเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ครับ
    อ้างอิงAHA home measurement
    BLOOD PRESSURE • 03.4

    แนวทางดูแลเมื่อความดันโลหิตเริ่มสูง เริ่มต้นปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต พร้อมวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์

    ปรับพฤติกรรมเพื่อหลอดเลือด

    ลดอาหารรสเค็มจัดและโซเดียม (เลี่ยงน้ำซุป น้ำจิ้ม อาหารแปรรูป) ทานผักผลไม้ ออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมอ พักผ่อนให้พอ และงดสูบบุหรี่

    ปรึกษาเรื่องการใช้ยา

    หากปรับพฤติกรรมแล้วความดันยังเกินเป้าหมาย หรือมีความเสี่ยงหัวใจ ไต เบาหวานร่วมด้วย แพทย์จะพิจารณาเริ่มยาที่ปลอดภัยและเหมาะสม

    หากมีอาการหน้ามืดเมื่อเปลี่ยนท่า

    ค่อยๆ ลุกยืนช้าๆ สังเกตอาการและแจ้งแพทย์เรื่องยาประจำ ห้ามซื้อยาปรับเองหรือเพิ่มเกลือแร่เองโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจหรือไต

    เตรียมตัวพบแพทย์ตามนัด

    นำสมุดบันทึกความดันและรายการยาทั้งหมดมาด้วย พร้อมแจ้งอาการข้างเคียงที่พบ เพื่อให้แพทย์ประเมินปรับขนาดยาได้อย่างแม่นยำ

    สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที: หากความดันสูงผิดปกติ (ตัวบน ≥180 หรือตัวล่าง ≥110-120 mmHg) ร่วมกับมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ อ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว ชา พูดไม่ชัด สับสน ปวดศีรษะรุนแรง หรือตามัวเฉียบพลัน ให้รีบโทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ
    อ้างอิงแนวทางความดันไทย 2567AHA/ACC 2025 BP
    04
    BLOOD COUNTS

    ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)

    การตรวจ CBC ช่วยตรวจเช็กสุขภาพของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด หากพบค่าผิดปกติ คุณหมอจะดูภาพรวมร่วมกันทั้งระบบเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงครับ

    CBC • 04.1

    ผลตรวจ CBC บอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ อ่าน 3 องค์ประกอบหลักให้เข้าใจ

    เม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบินทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย ค่า Hb และ Hct บอกความเข้มข้นเลือด ส่วน MCV บอกขนาดเม็ดเลือดแดงว่าเล็ก ปกติ หรือใหญ่
    เม็ดเลือดขาว (WBC)เป็นทหารดูแลระบบภูมิคุ้มกัน คุณหมอจะดูทั้งจำนวนรวม (Total WBC) และชนิดย่อย เช่น Neutrophil, Lymphocyte, Eosinophil ควบคู่กับอาการ
    เกล็ดเลือด (Platelets)ทำหน้าที่สำคัญในการช่วยห้ามเลือดและสมานแผล หากต่ำอาจมีจุดจ้ำเลือดหรือเลือดออกง่าย หากสูงอาจสัมพันธ์กับการอักเสบในร่างกาย
    CBC • 04.3

    ภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency) เมื่อคลังธาตุเหล็กลดลง การสร้างเม็ดเลือดแดงจึงสะดุด

    คลังธาตุเหล็กพร่องค่าเฟอร์ริติน (Ferritin) ลดลง
    →
    ฮีโมโกลบินลดลงไขกระดูกขาดวัตถุดิบสร้างเม็ดเลือด
    →
    เม็ดเลือดแดงตัวเล็กเม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กและสีจาง
    ค้นหาสาเหตุที่แท้จริงอาจเกิดจากการเสียเลือดเรื้อรัง (เช่น ประจำเดือนมาก เลือดออกทางเดินอาหาร) การทานอาหารไม่เพียงพอ หรือลำไส้ดูดซึมผิดปกติ
    ตรวจยืนยันให้ชัดเจนคุณหมอจะตรวจระดับคลังธาตุเหล็ก (Ferritin) เพื่อแยกจากพาหะธาลัสซีเมียซึ่งทำให้เม็ดเลือดแดงตัวเล็กเช่นกัน
    แนวทางดูแลรักษาแก้ไขต้นเหตุการเสียเลือด ทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง (เนื้อแดง ตับ เลือด ผักใบเขียว) และทานยาเสริมตามแพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อทานเองต่อเนื่องครับ
    อ้างอิงNHLBI causesNHLBI treatment
    CBC • 04.5

    เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล (Eosinophil) สูง ดูจำนวนจริง (Absolute Count) ควบคู่กับประวัติสุขภาพ

    3 สาเหตุที่พบบ่อย1) โรคภูมิแพ้ หอบหืด ผื่นผิวหนังอักเสบ 2) ปฏิกิริยาต่อยาที่รับประทาน 3) การติดเชื้อปรสิตหรือพยาธิ
    ข้อมูลที่ควรแจ้งแพทย์ยาและอาหารเสริมที่ทาน ประวัติคันผื่นภูมิแพ้ การทานอาหารสุกๆ ดิบๆ การเดินเท้าเปล่าบนดิน หรือประวัติเดินทางท่องเที่ยว
    การตรวจเพิ่มเติมตรงจุดแพทย์อาจตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิ หรือตรวจแอนติบอดีในเลือด (เช่น พยาธิเส้นด้าย Strongyloides) ตามระดับความเสี่ยง
    ข้อควรระวัง: หากค่าอีโอซิโนฟิลสูงมากผิดปกติ (Absolute Count >1,500 cells/µL) หรือสูงต่อเนื่องร่วมกับมีไข้ น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก หรือผื่นลุกลาม ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียดครับ
    อ้างอิงCDC eosinophilia
    06
    LIVER

    ตับ ถุงน้ำดี และไวรัสตับอักเสบ

    ตับเป็นเสมือนโรงงานฟอกสารพิษและสร้างโปรตีนของร่างกาย ค่าตรวจตับแต่ละตัวบอกข้อมูลคนละด้าน คุณหมอจึงประเมินเป็นชุดภาพรวม เทียบกับผลตรวจเดิม และพิจารณาปัจจัยร่วม เช่น ยา อาหารเสริม แอลกอฮอล์ และผลอัลตราซาวด์ครับ

    LIVER • 06.1

    ค่าตรวจตับแต่ละตัวบอกอะไรกับเรา ไม่ใช่ทุกค่าคือ “การทำงานของตับ” แต่ละตัวตอบคนละคำถาม

    ALT และ AST (เอนไซม์เซลล์ตับ)

    บอกถึงการอักเสบหรือบาดเจ็บของเซลล์ตับ โดย ALT มีความจำเพาะต่อตับสูง ส่วน AST อาจมาจากกล้ามเนื้อหรือหัวใจได้ด้วย

    ALP และ GGT (เอนไซม์ท่อน้ำดี)

    เมื่อสูงร่วมกัน มักบ่งบอกถึงภาวะติดขัดของการไหลเวียนน้ำดีหรือการอักเสบของท่อน้ำดี (GGT ยังสัมพันธ์กับแอลกอฮอล์และยา)

    บิลิรูบิน (Bilirubin)

    สารสีเหลืองจากการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง หากขับออกได้ช้าจะสะสมในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะตาเหลือง ตัวเหลือง

    อัลบูมินและการแข็งตัวของเลือด (Albumin & INR)

    สะท้อนสมรรถภาพในการสร้างโปรตีนและปัจจัยห้ามเลือดของตับอย่างแท้จริง เป็นตัวบอกความสมบูรณ์ในการทำงานระยะยาวของตับ

    LIVER • 06.2

    ขั้นตอนการดูแลเมื่อค่าเอนไซม์ตับสูงกว่าปกติ แนวทาง 5 ขั้นตอนที่คุณหมอแนะนำ

    1

    ดูแนวโน้มและผลเดิม

    ตรวจว่าสูงขึ้นครั้งแรกหรือต่อเนื่อง เทียบกับค่าตรวจปีก่อนๆ และดูระดับความสูงว่าเล็กน้อยหรือหลายเท่า

    2

    ทบทวนยาและสิ่งกระตุ้น

    แจ้งแพทย์เรื่องยาประจำ พาราเซตามอล สมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ อาหารเสริม วิตามิน และการดื่มแอลกอฮอล์

    3

    สำรวจโรคร่วมระบบเผาผลาญ

    ตรวจเช็กระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด ภาวะอ้วนลงพุง และตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี

    4

    ตรวจประเมินเพิ่มเติม

    แพทย์อาจนัดตรวจเลือดซ้ำ ทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง หรือตรวจประเมินพังผืดในตับ (เช่น FIB-4 หรือ FibroScan)

    !

    สัญญาณที่ต้องพบแพทย์เร็ว

    ตาเหลืองตัวเหลืองชัดเจน ปวดท้องใต้ชายโครงขวารุนแรงมีไข้ เลือดออกง่ายผิดปกติ หรือมีอาการซึม สับสน

    LIVER • 06.3

    ภาวะไขมันสะสมในตับจากเมตาบอลิก (MASLD) ภัยเงียบที่เชื่อมโยงกับระบบเผาผลาญ น้ำตาล และไขมัน

    เอนไซม์ตับปกติก็เป็นได้ผู้ที่มีไขมันสะสมในตับจำนวนมากมีค่าเอนไซม์ ALT/AST ปกติได้ หากยังไม่มีการอักเสบรุนแรงของเซลล์ตับ
    การตรวจอัลตราซาวด์ช่วยเห็นความสว่างของเนื้อตับที่มีไขมันสะสมได้ดี แต่ไม่สามารถบอกระดับพังผืดหรือความแข็งของตับได้อย่างแม่นยำ
    การประเมินพังผืด (FIB-4)ใช้คำนวณจากอายุ ค่าเกล็ดเลือด AST และ ALT เพื่อคัดกรองเบื้องต้น หากเสี่ยงสูงแพทย์จะส่งตรวจ FibroScan เพิ่มเติม
    หัวใจของการดูแลรักษา: ปรับอาหารลดแป้ง น้ำตาล ของหวาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมเบาหวาน ความดัน ไขมันให้ดี ช่วยให้เซลล์ตับฟื้นตัวได้ดีที่สุดครับ
    อ้างอิงNIDDK MASLD
    LIVER • 06.4

    เข้าใจผลตรวจไวรัสตับอักเสบบี 3 ค่าสำคัญ ตรวจหาการติดเชื้อ ภูมิคุ้มกัน และประวัติการรับเชื้อ

    HBsAg (เชื้อในร่างกาย)หากเป็นบวก (Positive) แสดงว่ากำลังมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินปริมาณไวรัสและการทำงานของตับ
    Anti-HBs (ภูมิคุ้มกัน)หากเป็นบวก (Positive ≥10 mIU/mL) แสดงว่ามีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแล้ว เกิดจากการฉีดวัคซีนครบหรือเคยติดเชื้อแล้วหายดี
    Total Anti-HBc (ประวัติสัมผัสเชื้อ)หากเป็นบวก แสดงว่าร่างกายเคยได้รับเชื้อตามธรรมชาติมาก่อน (ค่านี้จะไม่เป็นบวกหากได้รับวัคซีนอย่างเดียวโดยไม่เคยรับเชื้อจริง)
    คำแนะนำจากแพทย์: หาก HBsAg เป็นบวก ควรพบแพทย์เพื่อวางแผนติดตามสุขภาพตับระยะยาว / หากทุกค่าเป็นลบ แปลว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกัน 3 เข็มครับ
    อ้างอิงCDC HBV testing
    09
    แนวทางสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2569

    วัคซีนที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่

    การฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่ช่วยสร้างเกราะป้องกันโรคติดเชื้อรุนแรง ลดโอกาสนอนโรงพยาบาล โดยแพทย์จะพิจารณาให้เหมาะสมตามอายุ ประวัติวัคซีนเดิม โรคประจำตัว และภาวะสุขภาพของแต่ละท่านครับ

    VACCINES • 09.1

    วัคซีนพื้นฐานที่ผู้ใหญ่ทุกคนควรทบทวน

    บาดทะยัก คอตีบ และไอกรน (Td / Tdap)

    ฉีดกระตุ้น Td ทุก 10 ปี โดยควรมีวัคซีนไอกรน (Tdap) อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ทารกและคนในบ้าน

    ไข้หวัดใหญ่และโควิด-19

    ไข้หวัดใหญ่ฉีดปีละครั้งตามสายพันธุ์อัปเดต ส่วนวัคซีนโควิดแนะนำปีละครั้งในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

    ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)

    แนะนำสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันและไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ฉีดครบ 3 เข็มเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวและป้องกันมะเร็งตับ

    MMR สุกใส และมะเร็งปากมดลูก (HPV)

    พิจารณาตามประวัติภูมิคุ้มกันเดิม ส่วน HPV แนะนำฉีดได้ทุกเพศตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงอายุ 26 ปี (หากอายุ 27-45 ปีปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมได้)

    อ้างอิงIDAT 2026 guideline
    VACCINES • 09.2

    วัคซีนตามช่วงอายุและสถานการณ์สุขภาพพิเศษ

    งูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์ (RZV)ฉีด 2 เข็ม สำหรับผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไปทุกคน หรืออายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ช่วยลดอาการปวดแสบร้อนปลายประสาท
    นิวโมค็อกคัส / ปอดอักเสบ (Pneumococcal)แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ 18-64 ปีที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (เบาหวาน หัวใจ ไต ตับ ปอด) ปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกสูตรวัคซีน
    อาร์เอสวี (RSV) ในผู้สูงอายุฉีด 1 เข็ม สำหรับผู้ใหญ่อายุ 75 ปีขึ้นไป หรืออายุ 50-74 ปีที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังเสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบรุนแรง
    หญิงตั้งครรภ์แนะนำฉีด Tdap ช่วงอายุครรภ์ 20-32 สัปดาห์ เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย ร่วมกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตายทุกไตรมาส
    RSV ระหว่างตั้งครรภ์พิจารณาวัคซีนชนิด bivalent RSVpreF ช่วงอายุครรภ์ 24-36 สัปดาห์ (ได้ประโยชน์สูงสุดช่วง 28-32 สัปดาห์)
    ข้อควรระวังสำคัญห้ามฉีดวัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live vaccine เช่น MMR สุกใส) ในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง
    อ้างอิงIDAT 2026 guidelineIDAT 2026 table
    VACCINES • 09.3

    หากฉีดวัคซีนไม่ครบหรือเลยกำหนดนัด ควรทำอย่างไร ไม่ต้องกังวล สามารถฉีดต่อเนื่องได้ทันที

    1

    นำประวัติวัคซีนมาด้วย

    นำสมุดวัคซีน รูปถ่ายใบรับรอง หรือประวัติการฉีดจากแอปพลิเคชันมาให้แพทย์ดู

    2

    ฉีดต่อจากเข็มเดิมได้เลย

    วัคซีนเกือบทุกชนิดหากขาดนัด ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ สามารถรับเข็มถัดไปได้ทันที

    3

    ฉีดพร้อมกันในวันเดียวได้

    วัคซีนเชื้อตายหลายชนิดสามารถฉีดวันเดียวกันได้ โดยแพทย์หรือพยาบาลจะฉีดคนละตำแหน่ง

    4

    นั่งพักสังเกตอาการหลังฉีด

    ควรนั่งรอสังเกตอาการที่สถานพยาบาลอย่างน้อย 15-30 นาที เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

    5

    แจ้งประวัติแพ้รุนแรงทุกครั้ง

    หากเคยมีประวัติแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง (เช่น ลมพิษ แน่นคอ) ให้แจ้งแพทย์ก่อนฉีดเสมอ

    อ้างอิงIDAT 2026 guidelineIDAT 2026 table
    LIVER • 06.5

    นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) นิ่วเงียบกับนิ่วที่อุดตันท่อน้ำดีดูแลต่างกัน

    นิ่วในถุงน้ำดีเกิดจากสารประกอบในน้ำดี (เช่น คอเลสเตอรอลหรือเม็ดสีบิลิรูบิน) ตกผลึกกลายเป็นก้อน หากตรวจพบโดยบังเอิญและไม่มีอาการ มักยังไม่ต้องผ่าตัด แต่หากนิ่วเคลื่อนไปอุดกั้นท่อน้ำดี จะทำให้ปวดท้องรุนแรง ถุงน้ำดีอักเสบ ตัวเหลือง หรือตับอ่อนอักเสบได้ครับ

    คอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงเกินไปน้ำดีละลายคอเลสเตอรอลไม่หมด จึงเริ่มจับตัวตกผลึกเป็นก้อน
    เม็ดสีบิลิรูบินตกตะกอนพบได้ในภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรัง ตับแข็ง หรือการติดเชื้อในทางเดินน้ำดี
    ถุงน้ำดีบีบตัวช้าลงทำให้น้ำดีคั่งค้างและเข้มข้นขึ้นจนตกตะกอนได้ง่าย
    ปัจจัยเสี่ยง:ภาวะน้ำหนักเกินการลดน้ำหนักเร็วเกินไปตั้งครรภ์/รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเบาหวานไตรกลีเซอไรด์สูงโรคเม็ดเลือดบางชนิด
    ไม่มีอาการตรวจติดตามเป็นระยะ ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
    →
    มีอาการปวดแน่นรักษาด้วยการผ่าตัดถุงน้ำดีผ่านกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy)
    →
    นิ่วอุดท่อน้ำดีร่วมอาจต้องส่องกล้องคล้องเอานิ่วในท่อน้ำดีออก (ERCP)
    สัญญาณเตือนที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล: ปวดบิดเกร็งใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ร้าวไปสะบักขวานานหลายชั่วโมง ไข้หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ตาเหลืองตัวเหลือง ปัสสาวะเข้มคล้ายน้ำชา หรืออุจจาระสีซีดลง
    อ้างอิงNIDDK: Symptoms & causesNIDDK: Treatment
    10
    VITAMINS

    วิตามิน D และวิตามิน C

    วิตามินและสารอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย แต่คนทั่วไปที่ทานอาหารครบหมวดหมู่อาจไม่จำเป็นต้องเจาะตรวจทุกตัว คุณหมอแนะนำให้เน้นการรับสารอาหารจากอาหารธรรมชาติเป็นหลัก และเสริมเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ครับ

    VITAMINS • 10.1

    วิตามิน D2 กับ D3 แตกต่างกันอย่างไร สองรูปแบบของวิตามินดีที่พบในธรรมชาติและอาหารเสริม

    D2

    เออร์โกแคลซิเฟอรอล (Ergocalciferol)

    สังเคราะห์ได้จากพืช เห็ดรา หรือยีสต์ที่ได้รับรังสี UV มักพบในอาหารเสริมและยาเม็ดเสริมวิตามินดีขนาดสูงตามแพทย์สั่ง

    แหล่งอาหารในธรรมชาติเห็ดตากแดดหรือเห็ดที่ได้รับแสง UV อาหารหรือนมที่ระบุว่าเสริมวิตามิน D2
    D3

    โคเลแคลซิเฟอรอล (Cholecalciferol)

    สร้างขึ้นที่ผิวหนังเมื่อสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ (UVB) และพบในอาหารจากสัตว์ มีประสิทธิภาพเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือดได้ดีและอยู่นานกว่า

    แหล่งอาหารในธรรมชาติปลาที่มีไขมันดี (แซลมอน เทราต์ ทูน่า ปลาทู) ไข่แดง ตับ นมเสริมวิตามิน D3
    D2 หรือ D3→ส่งไปตับ→ตรวจวัดเป็น 25(OH)D ในเลือด→ส่งไปไตและเนื้อเยื่อ→เปลี่ยนเป็นรูปพร้อมใช้งาน
    ข้อควรรู้: ทั้ง D2 และ D3 ช่วยเพิ่มระดับ 25(OH)D ในเลือดได้ แต่ D3 มีแนวโน้มเพิ่มระดับได้เสถียรกว่า หากผลตรวจพบว่าต่ำ แพทย์จะเลือกชนิดและขนาดที่เหมาะกับสุขภาพไตและตับของแต่ละท่านครับ
    อ้างอิงNIH ODS: Vitamin D
    VITAMINS • 10.2

    การรับแสงแดดและขนาดเสริมวิตามิน D สมดุลระหว่างการรับแดดที่ปลอดภัย กับปริมาณเสริมที่เหมาะสม

    UVB

    การรับแสงแดด

    ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เมื่อผิวหนังสัมผัสแดดอ่อนๆ (เช่น แขนขา 5-20 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง) แต่ปริมาณที่ได้ขึ้นอยู่กับสีผิว เวลา เมฆ ฝุ่นควัน เสื้อผ้า และการทาครีมกันแดดอย่างมาก

    สมาคมแพทย์ผิวหนังไม่แนะนำให้ตากแดดจัดเป็นเวลานานเพื่อหวังผลสร้างวิตามินดี เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังและผิวแก่ก่อนวัย หากขาดวิตามินดี การรับประทานอาหารหรือยาเสริมจึงปลอดภัยกว่ามากครับ
    อายุ 19-70 ปี600 IU/วัน15 ไมโครกรัม รวมจากอาหารและอาหารเสริม
    อายุมากกว่า 70 ปี800 IU/วัน20 ไมโครกรัม เนื่องจากผิวหนังสร้างได้น้อยลง
    ขีดสูงสุดทั่วไป4,000 IU/วัน100 ไมโครกรัม ไม่ควรทานเกินเองเป็นเวลานาน
    หน่วยสากลของวิตามินดี:1 ไมโครกรัม = 40 IU หากผลเลือด 25(OH)D ต่ำจริง แพทย์จะเป็นผู้กำหนดขนาดรักษาที่เหมาะสม ห้ามซื้อสูตรขนาดสูง (เช่น 20,000-50,000 IU) มาทานต่อเนื่องเองเด็ดขาดครับ
    คำแนะนำทางการแพทย์ล่าสุด:ในผู้ใหญ่ที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ การรับประทานขนาดต่ำทุกวันมักให้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยกว่าการรับประทานขนาดสูงเป็นครั้งคราว
    อ้างอิงNIH ODS: Vitamin DEndocrine Society 2024AAD: Vitamin D and UV
    VITAMINS • 10.3

    การดูแลเมื่อร่างกายขาดวิตามิน C เน้นทานผักผลไม้สดตามธรรมชาติ ปลอดภัยและได้สารอาหารครบถ้วน

    เป้าหมายต่อวัน
    ผู้ชาย90 mgผู้หญิง75 mgผู้สูบบุหรี่เพิ่ม 35 mg
    หญิงตั้งครรภ์ 85 mg • ให้นมบุตร 120 mg
    พริกหวานแดงดิบ ½ ถ้วย95 mg
    ส้ม 1 ผลกลาง70 mg
    กีวี 1 ผลกลาง64 mg
    บรอกโคลีสุก ½ ถ้วย51 mg
    สตรอว์เบอร์รี ½ ถ้วย49 mg
    มะเขือเทศ 1 ผลกลาง17 mg
    เริ่มจากอาหารสดใหม่ทานผักและผลไม้หลากหลายชนิดทุกวัน วิตามินซีสลายตัวง่ายจากความร้อนและการต้มนานๆ
    อาหารเสริมทานเท่าที่จำเป็นหากทานอาหารสดไม่พอ เลือกเสริมให้ใกล้เคียงปริมาณแนะนำต่อวัน ไม่จำเป็นต้องใช้ขนาดสูงเกินไป
    เพดานความปลอดภัยในผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 2,000 mg/วัน หากไม่ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ ขนาดสูงอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะ คลื่นไส้ ท้องเสีย และเสี่ยงนิ่วในไต
    หากตรวจพบว่าขาดจริงควรตรวจหาสาเหตุร่วม เช่น ภาวะดูดซึมผิดปกติ การสูบบุหรี่ หรือโรคเรื้อรัง เพื่อให้แพทย์กำหนดการดูแลที่ตรงจุดครับ
    อ้างอิงNIH ODS: Vitamin C
    11
    BONE DENSITY

    การตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก (DEXA)

    การตรวจวัดความหนาแน่นแร่ธาตุของกระดูก (DEXA Scan) ที่กระดูกสะโพกและกระดูกสันหลัง ช่วยประเมินความแข็งแรง ค้นหาภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนก่อนที่จะเกิดการหักครับ

    BONE DENSITY • 11.1

    อ่านค่า T-score หรือ Z-score อย่างไรให้ถูกต้อง ค่าสองตัวนี้ใช้กับคนละกลุ่มวัย

    T-score

    เทียบกับกระดูกของคนหนุ่มสาวสุขภาพดี

    ใช้จัดกลุ่มในหญิงหมดประจำเดือนและผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป

    Z-score

    เทียบกับคนในกลุ่มอายุและเพศเดียวกัน

    ใช้ในหญิงก่อนหมดประจำเดือน ผู้ชายอายุต่ำกว่า 50 ปี และเด็ก

    ค่าติดลบมากขึ้นหมายถึงมวลกระดูกต่ำกว่าค่าอ้างอิงมากขึ้น
    ปกติT-score ≥ -1กระดูกบาง (Osteopenia)-1 ถึง -2.5กระดูกพรุน (Osteoporosis)≤ -2.5-4-2.5-10+1ต่ำกว่าที่คาดตามวัยZ-score ≤ -2.0อยู่ในช่วงที่คาดตามวัยZ-score > -2.0-4-20+1
    ข้อสังเกตจากแพทย์: ภาวะกระดูกบาง (Osteopenia) เป็นเพียงสัญญาณเตือนให้เริ่มดูแลกระดูกอย่างจริงจัง ยังไม่ถึงขั้นกระดูกพรุน และหาก Z-score ต่ำ คุณหมอจะช่วยตรวจหาสาเหตุแอบแฝงเพิ่มเติมครับ
    อ้างอิงNIAMS: BMD numbersISCD Official Positions
    BONE DENSITY • 11.2

    หลังทราบผลตรวจมวลกระดูก ควรดูแลตัวเองอย่างไรต่อ ปัจจัยสำคัญ 6 ด้านที่แพทย์ใช้ประเมินความเสี่ยง

    ดูตำแหน่งที่ตรวจวัดรายงาน DXA แสดงผลที่กระดูกสันหลังส่วนเอว คอกระดูกสะโพก และสะโพกรวม แพทย์จะใช้ค่าต่ำสุดในตำแหน่งที่น่าเชื่อถือเป็นเกณฑ์
    ประวัติการเกิดกระดูกหักหากเคยมีกระดูกสะโพกหรือกระดูกสันหลังหักจากอุบัติเหตุเบาๆ จะถือว่าเป็นโรคกระดูกพรุนทันที แม้ค่า T-score จะยังดีกว่า -2.5
    ประเมินความเสี่ยงรวม (FRAX)แพทย์จะนำอายุ น้ำหนัก ประวัติหกล้ม ประวัติครอบครัว ยาสเตียรอยด์ บุหรี่ และแอลกอฮอล์ มาคำนวณโอกาสกระดูกหักใน 10 ปี
    ตรวจหาสาเหตุร่วมอื่นๆหาก Z-score ต่ำ อาจต้องตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ พาราไทรอยด์ ระดับวิตามินดี หรือการดูดซึมในทางเดินอาหาร
    ตรวจซ้ำเมื่อมีข้อบ่งชี้ช่วงเวลาตรวจซ้ำขึ้นกับค่าเดิม อายุ และการรักษา ไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำทุกปีในทุกคนหากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแผนดูแล
    โภชนาการและป้องกันหกล้มทานแคลเซียมและโปรตีนเพียงพอ ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและแรงต้าน ปรับบ้านไม่ให้ลื่น เพื่อลดโอกาสหกล้มซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกระดูกหัก
    อ้างอิงNIAMS: BMD numbersISCD Official Positions
    12
    EYE HEALTH

    สุขภาพตา

    การตรวจสุขภาพตาช่วยให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ เช่น สายตายาวตามวัย และการมองเห็นสี พร้อมทั้งช่วยคัดกรองสัญญาณเตือนของโรคตาที่ต้องรีบพบจักษุแพทย์ครับ

    13
    HEARING HEALTH

    สุขภาพหูและการได้ยิน

    การตรวจคัดกรองช่วยประเมินการได้ยินในแต่ละช่วงความถี่ ค้นหาภาวะหูตึงตามวัย และตรวจจับความเสียหายจากการสัมผัสเสียงดัง เพื่อป้องกันก่อนที่จะสูญเสียการได้ยินถาวรครับ

    HEARING • 13.2

    ป้องกันการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง พร้อมวิธีสังเกตรอยเว้าบนกราฟการได้ยิน (Audiogram)

    กราฟการได้ยิน (Audiogram) แสดงระดับเสียงที่เบาที่สุดที่คุณได้ยินในแต่ละความถี่ ยิ่งจุดอยู่ต่ำลงมาบนกราฟมากเท่าใด แสดงว่าต้องใช้เสียงที่ดังมากขึ้นจึงจะได้ยินครับ

    ลดเสียงที่ต้นทางหากต้องตะโกนคุยกับคนที่อยู่ห่างประมาณหนึ่งช่วงแขน แสดงว่าเสียงรอบตัวดังเกินระดับปลอดภัยต่อหูแล้ว
    ลดเวลาและเพิ่มระยะห่างพักหูเป็นระยะ และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ลำโพงหรือเครื่องจักรที่มีเสียงดังต่อเนื่อง
    ใส่อุปกรณ์ป้องกันให้พอดีใช้ที่อุดหู (Earplugs) หรือที่ครอบหู (Earmuffs) ให้แนบสนิท หากเสียงดังตั้งแต่ 100 dBA ขึ้นไป ควรใช้อุปกรณ์ทั้งสองชนิดร่วมกัน
    ฟังหูฟังอย่างปลอดภัย (กฎ 60/60)ตั้งความดังไม่เกิน 60% ฟังต่อเนื่องไม่เกิน 60 นาที ใช้หูฟังตัดเสียงรบกวนเพื่อหลีกเลี่ยงการเร่งเสียงแข่งกับสิ่งแวดล้อม
    2505001k2k3k4k6k8kdB HLความถี่ (Hz)เส้นประ: ค่าเดิมเส้นชมพู: ตัวอย่าง noise notch
    รอยเว้าช่วง 3,000–6,000 Hz เป็นรูปแบบเตือนว่าหูชั้นในเริ่มกระทบจากเสียงดังเปลี่ยนจากค่าเดิมชัดเจน ควรจัดหูฟังใหม่และตรวจเช็กซ้ำหูอื้อหรือได้ยินลดลงฉับพลัน ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก ทันที
    อ้างอิงCDC/NIOSH: Noise exposureCDC/NIOSH: Hearing protectionWHO: Safe listening