ใช้ระหว่างคุยกับคนไข้
เริ่มจากผลที่ต้องอธิบาย
จบด้วยสิ่งที่ต้องทำต่อ
ค้นหาชื่อผลตรวจ แล้วใช้สรุปสั้น ๆ เพื่อคุย 3 เรื่อง: ความหมาย · แผนวันนี้ · อาการที่ไม่ควรรอ
ใช้ระหว่างคุยกับคนไข้
ค้นหาชื่อผลตรวจ แล้วใช้สรุปสั้น ๆ เพื่อคุย 3 เรื่อง: ความหมาย · แผนวันนี้ · อาการที่ไม่ควรรอ
เข้าใจความหมาย • แยกผลที่ควรติดตาม • เตรียมคำถามก่อนพบแพทย์
แต่ละหมวดตอบ 3 คำถาม: ค่านี้คืออะไร • ผลสูงหรือต่ำหมายถึงอะไร • ควรทำอะไรต่อ
หมวดนี้ช่วยให้เข้าใจทั้งค่าน้ำตาลเฉลี่ยย้อนหลังและผลของอาหารแต่ละมื้อ พร้อมบอกว่าผลแบบใดควรตรวจยืนยัน
ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) วัดสัดส่วนของน้ำตาลกลูโคสที่เกาะอยู่บนฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง จึงสะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต่างจากค่าน้ำตาลจากการเจาะเลือดครั้งเดียวที่บอกเฉพาะระดับในเวลานั้น
เกณฑ์ด้านล่างใช้สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป หากไม่มีอาการน้ำตาลสูงชัดเจน ผลที่เข้าเกณฑ์เบาหวานควรได้รับการตรวจยืนยันซ้ำอีกครั้งตามคำแนะนำของแพทย์
ผู้ที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน อาจมีระดับน้ำตาลแกว่งขึ้นลงไม่เท่ากัน ในผู้ป่วยบางรายแพทย์จึงอาจแนะนำการเจาะน้ำตาลปลายนิ้วหรือใช้เครื่องตรวจวัดต่อเนื่อง (CGM)
หากมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตก เสียเลือด ได้รับเลือด โรคไตวายเรื้อรัง การขาดธาตุเหล็ก หรือโรคเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ค่า HbA1c อาจสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง
ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจยืนยัน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคธาลัสซีเมีย โรคไต หรือภาวะซีด เพื่อเลือกวิธีประเมินน้ำตาลที่แม่นยำที่สุด
ดัชนีน้ำตาล (GI) บอกว่าอาหารชนิดนั้นทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นเร็วเพียงใด ส่วน Glycemic Load (GL) นำปริมาณแป้งที่กินจริงต่อมื้อมาคำนวณร่วมด้วย อาหารที่มี GI สูงจึงไม่ได้ส่งผลต่อน้ำตาลเท่ากันทุกครั้ง หากรับประทานในปริมาณที่ต่างกัน
ทดสอบเปรียบเทียบจากปริมาณคาร์โบไฮเดรตมาตรฐาน
GL = GI × ปริมาณคาร์โบไฮเดรตในมื้อนั้น ÷ 100
ค่าอาจต่างกันตามยี่ห้อ สายพันธุ์ วิธีปรุง และปริมาณที่กิน ตัวเลขด้านล่างเป็นตัวอย่างจากอาหารที่ผ่านการทดสอบ ไม่ใช่ค่าตายตัวของอาหารทุกจาน
| อาหารตัวอย่าง | คาร์โบไฮเดรตที่ใช้คำนวณ | GI | GL | อ่านอย่างไร |
|---|---|---|---|---|
| ขนมปังแป้งข้าวหอมมะลิ 100% (ไทย) | 15 g | 131 | 20 | ผลิตภัณฑ์เฉพาะ ค่า GI สูงมาก |
| ข้าวหอมมะลิ Reindeer หุงหม้อไฟฟ้า (ไทย) | 45 g | 116 | 52 | GI และ GL สูงมาก |
| ข้าวหอมมะลิขาว หุงหม้อไฟฟ้า (ไทย) | 45 g | 109 | 49 | วิธีหุงและสายพันธุ์มีผล |
| คอร์นเฟลกส์ที่ทดสอบในไทย | 20 g | 105 | 21 | แปรรูปละเอียด GI สูง |
| ข้าวเหนียวขาว หุงหม้อไฟฟ้า (ไทย) | 45 g | 98 | 44 | GI และ GL สูง |
| ข้าวหักขาว หุงหม้อไฟฟ้า (ไทย) | 45 g | 86 | 39 | GI และ GL สูง |
| ข้าวต้มจากข้าวหอมมะลิ (ไทย) | 45 g | 80 | 36 | เนื้อนุ่มและสุกนาน GI สูง |
| ข้าวหอมมะลินึ่ง 30 นาที (ไทย) | 45 g | 76 | 34 | GI สูง |
| ข้าวเหนียว amylose ต่ำ ต้ม 20 นาที (ไทย) | 45 g | 75 | 34 | GI สูง |
| มันฝรั่งบด | 20 g | 73 | 15 | การบดทำให้ย่อยเร็วขึ้น |
| ข้าวเจ้า RD21/23 amylose ต่ำ (ไทย) | 45 g | 71 | 32 | GI สูง แม้ไม่ใช่ข้าวเหนียว |
| ขนมปังขาวที่ทดสอบในไทย | 15 g | 69 | 10 | GI ปานกลางค่อนสูง |
| ขนมปังแป้งข้าวไรซ์เบอร์รี 100% (ไทย) | 15 g | 69 | 10 | ผลิตภัณฑ์เฉพาะ ไม่แทนข้าวไรซ์เบอร์รีทุกแบบ |
| สับปะรดสด | 15 g | 66 | 10 | GI ปานกลาง GL ต่ำ |
| เส้นหมี่ข้าวแห้งต้มสุก (ไทย) | 40 g | 61 | 24 | GI ปานกลาง แต่ GL สูง |
| บะหมี่ไข่ต้ม 20 นาที (ไทย) | 40 g | 57 | 23 | GI ปานกลาง แต่ GL สูง |
| โจ๊กข้าวโอ๊ตแบบ rolled oats | 20 g | 57 | 11 | GI และ GL ปานกลาง |
| เส้นหมี่ละเอียดต้มสุก (ไทย) | 40 g | 55 | 22 | GI ต่ำปลายช่วง แต่ GL สูง |
| แตงโมสด | 15 g | 55 | 8 | GI ต่ำปลายช่วง แต่ GL ต่ำ |
| ขนมจีนหมักต้มสุก (ไทย) | 40 g | 54 | 22 | GI ต่ำ แต่ปริมาณทำให้ GL สูง |
| ข้าวกล้องงอกเมล็ดสั้น | 45 g | 54 | 24 | GI ต่ำ แต่ GL สูงในส่วนนี้ |
| เส้นใหญ่ต้มสุก (ไทย) | 40 g | 53 | 21 | GI ต่ำ แต่ GL สูงในส่วนนี้ |
| วุ้นเส้นเลียนแบบถั่วเขียว (ไทย) | 40 g | 51 | 20 | GI ต่ำ แต่ GL แตะระดับสูง |
| ข้าวบาสมาติขาวสุก | 45 g | 50 | 23 | GI ต่ำ แต่ portion มีคาร์บมาก |
| ข้าวกล้องพร้อมรับประทาน | 45 g | 48 | 22 | GI ต่ำ แต่ GL สูงในส่วนนี้ |
| มันหวานต้ม | 20 g | 48 | 10 | GI ต่ำ GL ต่ำ |
| กล้วยสด | 15 g | 47 | 7 | ความสุกและสายพันธุ์มีผล |
| วุ้นเส้นถั่วเขียวต้มสุก (ไทย) | 40 g | 45 | 18 | GI ต่ำ GL ปานกลาง |
| ส้มเนเวล | 15 g | 45 | 7 | GI และ GL ต่ำ |
| ลูกแพร์สด | 15 g | 43 | 6 | GI และ GL ต่ำ |
| สตรอว์เบอร์รีสด | 15 g | 40 | 6 | GI และ GL ต่ำ |
| ถั่วอบซอสมะเขือเทศ | 15 g | 40 | 6 | GI และ GL ต่ำ |
| มะละกอสุก | 15 g | 38 | 6 | GI และ GL ต่ำ |
| ถั่วลูกไก่กระป๋อง สะเด็ดน้ำ | 15 g | 35 | 5 | GI ต่ำ มีใยอาหารและโปรตีน |
| นมถั่วเหลืองไขมันเต็ม เติมซูโครส | 20 g | 31 | 3 | GI ต่ำ ค่าเปลี่ยนตามสูตร |
| อินทผลัมแห้งพันธุ์ Bo ma'an | 15 g | 31 | 5 | GI ต่ำ แต่ยังมีน้ำตาลตามปริมาณที่กิน |
| นมไขมันเต็ม | 11 g | 30 | 3 | GI และ GL ต่ำ |
| ถั่วเลนทิลแดงต้ม | 15 g | 21 | 3 | GI และ GL ต่ำ |
| โยเกิร์ตรสเบอร์รีไม่เติมน้ำตาล | 20 g | 16 | 3 | GI ต่ำ ค่าเปลี่ยนตามสูตร |
| ฮัมมุสจากถั่วลูกไก่ | 15 g | 15 | 2 | GI และ GL ต่ำ |
ระดับน้ำตาลจริงในแต่ละบุคคลอาจแตกต่างจากกราฟ เนื่องจากยาประจำตัว การออกกำลังกาย การนอนหลับ และความไวต่ออินซูลินของร่างกายล้วนมีผล
เริ่มต้นจากค่าหลักที่มีในรายงานตรวจสุขภาพ ได้แก่ ไขมันคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ จากนั้นจึงพิจารณาค่าเสริม เช่น non-HDL-C, ApoB หรือ Lp(a) หากข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์วางแผนการดูแลได้แม่นยำขึ้น
คอเลสเตอรอลใช้สร้างเยื่อหุ้มเซลล์และฮอร์โมน ส่วนไตรกลีเซอไรด์เป็นแหล่งพลังงานสำรอง ทั้งสองเดินทางในกระแสเลือดผ่านอนุภาคไลโปโปรตีน แต่สาเหตุที่สูงและแนวทางดูแลมีความแตกต่างกัน
การตรวจเลือดสามารถวัดได้ทั้ง "ปริมาณไขมันที่บรรทุกอยู่" หรือ "จำนวนอนุภาคพาหนะ" จึงไม่ควรใช้คำว่า LDL, LDL-C และ ApoB สับสนปนเปกัน
VLDL ที่สร้างจากตับจะค่อยๆ สลายไตรกลีเซอไรด์ออกจนกลายเป็น IDL และ LDL ขณะที่ HDL มีบทบาทช่วยเก็บคอเลสเตอรอลส่วนเกินกลับสู่ตับ แต่ระดับ HDL-C ที่สูงไม่สามารถชดเชยอันตรายจาก LDL หรือ ApoB ที่สูงได้
มีไตรกลีเซอไรด์สูง มีโปรตีน ApoB-100 เมื่อร่างกายดึงพลังงานไปใช้ อนุภาคจะค่อยๆ หดเล็กลง
มีทั้งไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล บางส่วนตับจะกำจัดออก บางส่วนจะเปลี่ยนรูปต่อเป็น LDL
ขนส่งคอเลสเตอรอลไปเนื้อเยื่อ มีโปรตีน ApoB-100 หากมีมากเกินไปจะแทรกซึมและสะสมในผนังหลอดเลือด
ช่วยเก็บคอเลสเตอรอลกลับสู่ตับ แต่ระดับ HDL-C ที่สูงไม่สามารถชดเชยหรือลบล้างอันตรายจาก LDL-C หรือ ApoB ที่สูงได้
เมื่อผลตรวจไขมันผิดปกติ ควรดูภาพรวมทั้งชุด และทบทวนทั้งกรรมพันธุ์ อาหาร โรคเบาหวาน การทำงานของไทรอยด์ ไต ตับ ยาประจำตัว การสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ภาวะไขมันสูงในครอบครัว (Familial hypercholesterolemia) และระดับ Lp(a) ส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม
ไขมันอิ่มตัว (เช่น มันสัตว์ กะทิ เนย) มักทำให้ LDL-C สูง ส่วนพลังงานส่วนเกิน แป้งขัดสี ของหวาน และแอลกอฮอล์ มักทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง
ภาวะดื้อต่ออินซูลิน โรคเบาหวาน ไขมันสะสมในช่องท้อง และภาวะไขมันพอกตับ ส่งผลให้อนุภาคไขมันตกค้างในเลือดมากขึ้น
ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ โรคไตเรื้อรัง โรคตับ และการตั้งครรภ์ สามารถส่งผลกระทบต่อระดับไขมันในเลือดได้
ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยารักษาสิวบางกลุ่ม ฮอร์โมนเอสโตรเจนบางรูปแบบ หรือยาต้านไวรัสบางชนิด อาจทำให้ไขมันในเลือดเปลี่ยนแปลง
การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การงดสูบบุหรี่ และการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ส่งผลดีต่อระดับไขมันและหลอดเลือดโดยรวม
ระดับ LDL-C สูงอาจเกิดจากการที่ร่างกายสร้างมากขึ้น หรือการที่ตับดึงไขมันชนิดไม่ดีออกจากกระแสเลือดไปทำลายได้ช้าลง
ภาวะไขมันสูงจากกรรมพันธุ์ ทำให้ตับมีตัวรับดึงไขมัน LDL ไปทำลายน้อยกว่าปกติ ไขมันจึงค้างในเลือดสูง
ไขมันจากสัตว์ เนื้อติดมัน หนังสัตว์ กะทิ เนย และของทอด ทำให้ตับกำจัดไขมันชนิดไม่ดีออกจากเลือดได้ช้าลง
ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ โรคไต โรคท่อน้ำดี หรือโรคเบาหวาน อาจส่งผลให้ระดับ LDL สูงขึ้นได้
ยาประจำตัวบางชนิด การขาดการออกกำลังกาย และการสูบบุหรี่ ล้วนส่งผลกระทบต่อระดับไขมัน
เป้าหมายระดับ LDL-C ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประวัติโรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคไต และอายุ
ลดไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ ทดแทนด้วยไขมันไม่อิ่มตัว (เช่น น้ำมันมะกอก ถั่ว ปลา) และเพิ่มใยอาหารที่ละลายน้ำได้
ออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมอสัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที และงดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
แพทย์มักเริ่มจากยากลุ่มสแตติน (Statin) เป็นหลัก และอาจพิจารณาเพิ่มยาตัวอื่นร่วมด้วยตามระดับความเสี่ยง โดยต้องปรึกษาแพทย์
ไตรกลีเซอไรด์เปลี่ยนแปลงได้เร็วตามอาหาร แอลกอฮอล์ และระบบเผาผลาญ จึงต้องประเมินร่วมกับการคุมระดับน้ำตาล ยาประจำตัว และโรคประจำตัวอื่น
งดน้ำหวาน ขนมหวาน แป้งขัดสี ผลไม้รสหวานจัด และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาดเมื่อไตรกลีเซอไรด์สูง
ออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมอ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ทบทวนการทำงานของต่อมไทรอยด์ โรคตับ โรคไต หรือยาประจำตัวบางกลุ่มที่อาจกระตุ้นให้ค่าสูงผิดปกติ
แพทย์อาจพิจารณายาลดไขมันเพื่อป้องกันความเสี่ยงโรคหลอดเลือด หรือป้องกันภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
เมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์สูง ค่า non-HDL-C จะช่วยรวมปริมาณไขมันอันตรายทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้ประเมินความเสี่ยงหลอดเลือดได้ครอบคลุมกว่าการดู LDL-C เพียงอย่างเดียว
สะท้อนคอเลสเตอรอลในอนุภาคก่อโรคทั้งหมด ทั้ง LDL, IDL, ไขมันตกค้าง และ Lp(a)
ประเมินคอเลสเตอรอลที่แฝงอยู่ในอนุภาคไตรกลีเซอไรด์ส่วนเกิน ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบของหลอดเลือดได้
ApoB ช่วยบอกจำนวนอนุภาคไขมันก่อโรค มีประโยชน์มากในรายที่ระดับ LDL-C ดูปกติ แต่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงหรือเบาหวานร่วมด้วย
ระดับ Lp(a) ส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมและมักคงที่ตลอดชีวิต การตรวจเพียงครั้งเดียวในชีวิตผู้ใหญ่ช่วยให้ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจระยะยาวได้แม่นยำขึ้น
คำนวณจาก คอเลสเตอรอลรวม ลบด้วย HDL ช่วยประเมินไขมันก่อโรคทั้งหมดได้ทันทีโดยไม่ต้องตรวจเลือดเพิ่ม
มีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ปัจจุบันแนวทางสนับสนุนให้ตรวจอย่างน้อย 1 ครั้ง
มีประโยชน์เมื่อไตรกลีเซอไรด์สูง มีเบาหวาน หรือเมื่อผล LDL-C ไม่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริง
ค่าน้ำตาล ไทรอยด์ การทำงานของตับและไต เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นที่อาจส่งผลให้ไขมันในเลือดผิดปกติ
การตรวจขนาดอนุภาคหรือไขมันแปรรูปขั้นสูง ยังไม่มีความจำเป็นในการตรวจสุขภาพทั่วไป เพราะมักไม่ส่งผลเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาหลัก
หากไตรกลีเซอไรด์สูงมากผิดปกติ การเจาะเลือดซ้ำหลังงดอาหาร 10-12 ชั่วโมงจะช่วยยืนยันผลได้แม่นยำ
ใส่ค่าจากรายงานเพื่อดูความสัมพันธ์ของตัวเลข อัตราส่วนเหล่านี้ช่วยอธิบายภาพรวม แต่แพทย์ยังต้องใช้ LDL-C, non-HDL-C, ApoB และปัจจัยเสี่ยงอื่นในการวางแผนรักษา
กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มความเสี่ยงสูงที่ต้องดูแลและควบคุมอย่างใกล้ชิด
จำแนกว่าเป็นไขมันสูงชนิดเดี่ยว ชนิดผสม หรือไตรกลีเซอไรด์สูงเด่น
ทบทวนภาวะไทรอยด์ น้ำตาล โรคไต โรคตับ แอลกอฮอล์ และยาที่รับประทาน
เลือกตรวจเพิ่มเติมเมื่อผลจะช่วยให้แพทย์วางแผนการป้องกันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อ่านค่าการกรองของไต (eGFR) คู่กับโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (uACR) เสมอ พร้อมดูแนวโน้มเดิม ยา และภาวะขาดน้ำ แพทย์จะวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังเมื่อพบความผิดปกติต่อเนื่อง
eGFR ช่วยประมาณกำลังการกรองของไต ส่วน uACR ตรวจหาโปรตีนไข่ขาว (อัลบูมิน) ที่เล็ดลอดออกมาในปัสสาวะ หากตรวจพบผิดปกติต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน แพทย์จึงจะพิจารณาภาวะโรคไตเรื้อรัง
คำนวณจากค่าครีอะตินีนในเลือด ร่วมกับอายุและเพศ (หน่วย mL/min/1.73m²) จึงเป็นค่าประมาณการกรอง ไม่ใช่การตัดชิ้นเนื้อไตตรวจโดยตรง
ตรวจวัดอัลบูมินเทียบกับครีอะตินีนในปัสสาวะ (หน่วย mg/g) ใช้ปัสสาวะช่วงใดก็ได้สะดวก แต่หากผิดปกติควรตรวจซ้ำเพื่อยืนยัน
หากไม่มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และไม่มีหลักฐานความเสียหายของเนื้อไตอื่น ยังไม่ถือว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง
ค่า eGFR ต่ำกว่า 60 หรือโปรตีนรั่วตั้งแต่ 30 mg/g ขึ้นไป ต้องตรวจพบต่อเนื่องตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป
ครีอะตินีนแกว่งได้จากมวลกล้ามเนื้อ การดื่มน้ำน้อย การออกกำลังกายหนัก อาหาร ยาบางชนิด หรือช่วงที่ร่างกายเจ็บป่วยเฉียบพลัน
สีในตารางช่วยประเมินระดับความเสี่ยงของไตและหลอดเลือดหัวใจร่วมกัน แต่ยังไม่ใช่วินิจฉัยจากผลตรวจเพียงครั้งเดียว หากผลผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจยืนยัน
ทดลองปรับอายุ เพศ ระดับครีอะตินีน และหน่วยตรวจเพื่อดูค่าประมาณการกรองของไต โดยต้องอ่านร่วมกับโปรตีนรั่ว ประวัติสุขภาพ และผลตรวจเดิมเสมอ
สำหรับผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป • ไม่ใช้ในภาวะไตวายเฉียบพลันหรือใช้ปรับขนาดยาเอง • การตั้งครรภ์ มวลกล้ามเนื้อมากหรือน้อยผิดปกติ และยาบางชนิดอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อน
หากไม่มีหลักฐานความเสียหายของเนื้อไตอื่น ระดับ G1 ร่วมกับ A1 ยังไม่เข้าเกณฑ์โรคไตเรื้อรัง
eGFRcr = 142 × min(Scr/κ,1)α × max(Scr/κ,1)−1.200 × 0.9938Age × 1.012 [ถ้าเป็นหญิง]
นิ่วเกิดเมื่อปัสสาวะเข้มข้นจนสารบางชนิดตกผลึกเกินจุดที่ละลายได้ การป้องกันและการดูแลขึ้นอยู่กับชนิดของนิ่ว ปริมาณน้ำดื่ม อาหาร โรคประจำตัว และยาที่ใช้
การตรวจหัวใจแต่ละชนิดให้ข้อมูลคนละด้าน บางชนิดช่วยประเมินความเสี่ยงในอนาคต บางชนิดตรวจคราบหินปูน ทดสอบสมรรถภาพขณะออกแรง หรือตรวจดูโครงสร้างหัวใจ
คะแนนนี้ประเมินโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาวจากข้อมูลอายุ ความดัน ไขมัน เบาหวาน และการสูบบุหรี่ ไม่ได้บอกว่าหลอดเลือดตีบกี่เปอร์เซ็นต์ หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกต้องตรวจประเมินโดยตรง
ข้อจำกัด: รุ่นของสูตรคำนวณและตัวแปรต้องตรงกับเครื่องมือมาตรฐาน
ข้อจำกัด: พัฒนาจากข้อมูลในสหรัฐฯ ควรพิจารณาความเหมาะสมเมื่อใช้ข้ามเชื้อชาติ
การตรวจ CAC ช่วยปรับระดับความเสี่ยงในผู้ที่ยังไม่แน่ใจเรื่องการเริ่มยาป้องกัน เช่น ยาสแตติน ไม่ใช่การตรวจฉุกเฉิน และไม่บอกเปอร์เซ็นต์การตีบเหมือนการฉีดสีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
คะแนน 0 หมายถึงไม่พบหินปูนจากการตรวจครั้งนี้ ความเสี่ยงระยะสั้นจึงต่ำ แต่ยังอาจมีคราบไขมันชนิดนิ่มได้ แพทย์จึงต้องอ่านร่วมกับอายุ เพศ และปัจจัยเสี่ยงอื่น
ผู้ที่ไม่มีอาการ แต่มีความเสี่ยงระดับก้ำกึ่งหรือปานกลาง และผลตรวจจะช่วยตัดสินใจเริ่มยาป้องกัน
กำลังเจ็บแน่นหน้าอก ได้รับการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจแล้ว เคยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เคยใส่ขดลวด หรือผ่าตัดบายพาส
EST ดูว่าขณะที่หัวใจทำงานหนักขึ้น มีสัญญาณกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือความดันตอบสนองผิดปกติหรือไม่ โดยทั่วไปไม่ใช้ตรวจประจำในผู้ที่ไม่มีอาการและมีความเสี่ยงต่ำ
Echo ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจดูขนาดห้องหัวใจ การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ และการไหลเวียนเลือด การตรวจนี้ไม่ได้ตรวจดูหลอดเลือดหัวใจโดยตรง
| เครื่องมือ | คำถามหลัก | สิ่งที่ได้ | สิ่งที่ไม่ควรสรุปเกิน |
|---|---|---|---|
| Risk score | ในอนาคตมีโอกาสเกิดโรคเท่าไร? | ความน่าจะเป็นในการเกิดโรคระยะ 10 หรือ 30 ปี | ไม่บอกว่าหลอดเลือดตีบอยู่ตรงไหน |
| CAC | มีคราบหินปูนสะสมในหลอดเลือดมากแค่ไหน? | คะแนน Agatston และการเทียบกับคนวัยเดียวกัน | ไม่บอกเปอร์เซ็นต์การตีบ และไม่เห็นคราบไขมันนิ่ม |
| EST | เมื่อหัวใจออกแรงหนัก มีอาการหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไหม? | คลื่นไฟฟ้าหัวใจ อาการ ความทนทาน และความดันขณะออกแรง | ไม่เห็นลักษณะคราบไขมันในหลอดเลือดโดยตรง |
| Echo | โครงสร้าง กล้ามเนื้อ และลิ้นหัวใจทำงานอย่างไร? | ขนาดห้องหัวใจ การบีบตัว ลิ้นหัวใจ และแรงดันการไหลเวียน | ไม่ใช่การตรวจดูคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจ |
หากผลตรวจจากแพ็กเกจสุขภาพพบค่าสูงผิดปกติ ให้นำรายงานฉบับเต็มพร้อมผลตรวจเดิมไปพบแพทย์ เพื่อประเมินร่วมกับอาการและเลือกการตรวจยืนยันที่เหมาะสม
สารบ่งชี้มะเร็งอาจสูงขึ้นได้จากทั้งโรคมะเร็งและการอักเสบหรือโรคทั่วไปที่ไม่ใช่มะเร็ง แพทย์จะพิจารณาอาการ ประวัติสุขภาพ ผลตรวจเดิม และอวัยวะที่เกี่ยวข้องก่อนวางแผนตรวจต่อ
ตรวจเพื่อช่วยวินิจฉัย ประเมินความรุนแรง ติดตามการตอบสนองต่อการรักษา หรือเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำ
อายุ เพศ การสูบบุหรี่ การตั้งครรภ์ การอักเสบในร่างกาย โรคตับ โรคไต ยาประจำตัว และแนวโน้มผลเดิม
อาจเป็นการเจาะเลือดตรวจซ้ำ ตรวจอัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ส่องกล้อง หรือตรวจชิ้นเนื้อ
กดเลือกชื่อการตรวจเพื่อดูอวัยวะที่อาจเกี่ยวข้องและภาวะทั่วไปที่อาจทำให้ค่าสูง แผนภาพนี้ช่วยแสดงความสัมพันธ์เบื้องต้น แต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งก้อนมะเร็งได้
ช่วยประเมินโรคของต่อมลูกหมาก และใช้ติดตามผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว
ภาวะต่อมลูกหมากโต การอักเสบติดเชื้อ และการตรวจสวนปัสสาวะก่อนตรวจเลือดทำให้ค่าสูงขึ้นได้| รายการตรวจ | อวัยวะที่มักเกี่ยวข้อง | ประโยชน์หลักทางการแพทย์ | ภาวะอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งที่อาจทำให้ค่าสูง |
|---|---|---|---|
| PSA | ต่อมลูกหมาก | ประเมินความเสี่ยงต่อมลูกหมาก และติดตามการรักษา | ต่อมลูกหมากโต (BPH), ต่อมลูกหมากอักเสบ, การสวนปัสสาวะ |
| AFP | ตับ และเนื้องอกเซลล์สืบพันธุ์ | ช่วยวินิจฉัยและติดตามเมื่อมีผลตรวจภาพสนับสนุน | ตับอักเสบเรื้อรัง, ตับแข็ง, ภาวะตั้งครรภ์ |
| CEA | ลำไส้ใหญ่ และมะเร็งก้อนเนื้อหลายชนิด | ใช้ติดตามการรักษาและการกลับเป็นซ้ำ มากกว่าการคัดกรอง | การสูบบุหรี่, การอักเสบในร่างกาย, โรคตับ, ลำไส้อักเสบ |
| CA-125 | รังไข่ และเยื่อบุช่องท้อง | ใช้ติดตามการรักษา และช่วยประเมินก้อนในอุ้งเชิงกราน | ช่วงมีประจำเดือน, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่, การตั้งครรภ์ |
| CA 15-3 | เต้านม | ประเมินการตอบสนองต่อการรักษา หรือเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำ | โรคตับ, ซีสต์หรือเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งของเต้านม |
| CA 19-9 | ตับอ่อน และท่อน้ำดี | ใช้ช่วยวินิจฉัยและติดตามการรักษาโรคตับอ่อนและท่อน้ำดี | ท่อน้ำดีอุดตัน, ท่อน้ำดีอักเสบ, ตับอ่อนอักเสบ, นิ่วในท่อน้ำดี |
| β-hCG | เนื้องอกเซลล์สืบพันธุ์ และรก | ช่วยวินิจฉัยและติดตามผลการรักษาเนื้องอกเฉพาะกลุ่ม | การตั้งครรภ์ปกติ, ภาวะรบกวนจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ |
แพทย์จะตรวจสอบชื่อการตรวจ หน่วยวัด ค่าอ้างอิง อาการ และโรคอื่นที่อาจทำให้ค่าสูง ก่อนพิจารณาเจาะเลือดตรวจซ้ำหรือตรวจภาพอวัยวะที่เกี่ยวข้อง
ดูชื่อการตรวจ หน่วยวัด ช่วงอ้างอิงของห้องปฏิบัติการ และแนวโน้มผลเดิม
แจ้งโรคประจำตัว การสูบบุหรี่ การตั้งครรภ์ ยาที่ใช้ และอาการผิดปกติของร่างกาย
ตรวจซ้ำตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ เพื่อดูว่าค่าสูงชั่วคราวหรือเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แพทย์อาจส่งตรวจอัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือส่องกล้องตามข้อบ่งชี้
ใช้ยืนยันชนิดของเนื้อเยื่อเมื่อตรวจพบก้อนหรือรอยโรคที่น่าสงสัย
แพทย์ต้องดูชื่อการตรวจ หน่วยวัด ช่วงค่าปกติ และวันที่ตรวจอย่างละเอียด
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงตามเวลามักให้ข้อมูลชัดเจนกว่าค่าตรวจครั้งเดียว
การอักเสบ ยา สมุนไพร การสูบบุหรี่ หรือการตั้งครรภ์อาจมีผลต่อระดับสารบ่งชี้
อาจเป็นการตรวจภาพ ส่องกล้อง หรือตรวจชิ้นเนื้อ ไม่เจาะเลือดซ้ำแบบไร้ทิศทาง
แต่ละโรงพยาบาลอาจใช้วิธีตรวจและช่วงอ้างอิงที่ต่างกัน ห้ามนำเลขมาเทียบตรง ๆ
ผลเลือดปกติยังไม่สามารถตัดโรคได้ทั้งหมด หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น
ครอบคลุมการติดตามน้ำหนัก รอบเอว ผลตรวจปัสสาวะ การทำงานของต่อมไทรอยด์ ภาพถ่ายเต้านม และการตรวจหลอดเลือดแดงส่วนปลาย
ดูแนวโน้มควบคู่กับความดัน น้ำตาล ไขมัน และการนอนหลับ ตั้งเป้าหมายการปรับพฤติกรรมที่ทำได้ต่อเนื่อง
หากพบเม็ดเลือดแดงหรือโปรตีน ควรเก็บตัวอย่างปัสสาวะสะอาดตรวจซ้ำ และตรวจโปรตีนรั่ว (uACR) เมื่อมีข้อบ่งชี้
แปลผล TSH ควบคู่กับ FT4 เสมอ พร้อมทบทวนอาการ ยา และช่วงเวลาเจ็บป่วย ไม่ปรับยาจากผลเลือดเพียงค่าเดียว
ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุในรายงานผล หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นใหม่ควรรีบพบแพทย์ทันที
หูตึงตามวัยมักค่อย ๆ เป็นพร้อมกันทั้งสองข้างและเริ่มที่เสียงความถี่สูง หากมีอาการได้ยินลดลงหรือหูดับฉับพลันข้างใดข้างหนึ่ง ต้องรีบพบแพทย์ทันที
สายตายาวตามวัยเกิดจากเลนส์ตาปรับโฟกัสในระยะใกล้ยากขึ้น แต่หากมีอาการตามัวฉับพลัน เห็นแสงวาบ จุดดำลอยใหม่จำนวนมาก หรือมีม่านดำบังตา ต้องพบจักษุแพทย์ทันที
เลนส์ตายืดหยุ่นดี
โฟกัสระยะใกล้ได้คมชัด
เลนส์ตาโป่งตัวได้น้อยลง
ต้องยืดแขนออกเพื่ออ่านหนังสือ
BI-RADS เป็นระบบมาตรฐานในการรายงานผลเอกซเรย์เต้านม (แมมโมแกรม) ไม่ใช่ระยะของโรคมะเร็ง แต่ละกลุ่มจะมีคำแนะนำในการดูแลที่ชัดเจน
เม็ดเลือดแดงขนาดเล็กอาจเกิดจากธาลัสซีเมียหรือภาวะขาดธาตุเหล็ก แพทย์จะตรวจระดับธาตุเหล็กสะสม (ferritin) และชนิดฮีโมโกลบินก่อนพิจารณาให้ยาธาตุเหล็กระยะยาว
ร่างกายสร้างสายแอลฟาบกพร่อง ความรุนแรงขึ้นกับจำนวนยีนที่ผิดปกติ
ร่างกายสร้างสายบีตาบกพร่อง ความรุนแรงขึ้นกับชนิดของคู่ยีน
มีตั้งแต่ผู้ที่เป็นพาหะ (สุขภาพปกติ) ผู้มีอาการปานกลาง จนถึงชนิดรุนแรง
แพทย์จะตรวจเฟอร์ริติน (ferritin) และชนิดฮีโมโกลบิน (Hb typing) ก่อนให้ธาตุเหล็ก เพื่อป้องกันภาวะธาตุเหล็กเกิน
โลหิตจางเกิดได้จากการสูญเสียเลือด ร่างกายสร้างเม็ดเลือดไม่พอ หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็ว การรักษาต้องเริ่มจากการหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ใช่การรับประทานธาตุเหล็กเหมือนกันทุกคน
ประจำเดือนมามากผิดปกติ เลือดออกทางเดินอาหาร แผลในกระเพาะ หรือริดสีดวงทวาร
ขาดธาตุเหล็ก ขาดวิตามินบี 12 หรือโฟเลต โรคไตเรื้อรัง การอักเสบเรื้อรัง หรือโรคไขกระดูก
เม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากภาวะภูมิคุ้มกัน ยาบางชนิด การติดเชื้อ หรือโรคทางพันธุกรรม
ใช้เครื่องวัดอัตโนมัติแบบต้นแขนที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เลือกผ้าพันแขน (cuff) ให้พอดีรอบแขน งดสูบบุหรี่ ชา กาแฟ และการออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีก่อนวัด
ผลคัดกรองการมองเห็นสีควรพิจารณาตามหน้าที่งานและมาตรฐานเฉพาะตำแหน่ง ไม่ควรด่วนสรุปว่า "ทำงานไม่ได้" จากสมุดทดสอบ Ishihara เพียงอย่างเดียว
ต้องแยกสีอะไร ในสภาพแสงและระยะใด หากอ่านสีผิดมีผลต่อความปลอดภัยอย่างไร
สมุด Ishihara ช่วยคัดกรองความผิดปกติของสีแดง-เขียวได้ดี แต่อาจไม่ได้ครอบคลุมทุกมิติ
ทดสอบด้วยโคมไฟสัญญาณ (Lantern), CAD หรือ Farnsworth ตามมาตรฐานวิชาชีพ
ผ่านเกณฑ์ • จำกัดบางหน้าที่ • ปรับสภาพแวดล้อม หรือปรึกษาแพทย์เฉพาะทางอาชีวเวชศาสตร์
หากเดินแล้วมีอาการปวดเมื่อยที่น่องหรือต้นขาซ้ำ ๆ ที่ระยะทางใกล้เคียงกัน และดีขึ้นเมื่อได้พัก ควรตรวจประเมิน PAD เพราะเป็นสัญญาณของหลอดเลือดแดงแข็งจากคราบไขมันทั่วร่างกาย
การตรวจ ABI ช่วยตรวจคัดกรองภาวะหลอดเลือดแดงขาตีบ แต่ค่าอาจสูงเกินจริงได้หากหลอดเลือดแข็งตัวจนกดไม่ลง โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตเรื้อรัง
CAVI เป็นตัวชี้วัดเสริมเรื่องความยืดหยุ่นและความแข็งของหลอดเลือด ไม่ได้ใช้แทนคะแนนความเสี่ยง, ระดับไขมัน LDL, ความดัน หรือ ABI และไม่ควรใช้ค่าเดียวตัดสินการรักษา
บอกค่าเฉลี่ย การทำงานของอวัยวะ ความเสี่ยงระยะยาว หรือเป็นเพียงสัญญาณเตือนที่ต้องตรวจยืนยันซ้ำ
เทียบกับผลตรวจปีก่อนๆ วิธีเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด และช่วงค่าอ้างอิงปกติของห้องปฏิบัติการเดียวกัน
ยาประจำ โรคเดิม การนอนหลับ ความเครียด อาหารมื้อก่อนตรวจ หรืออาการเจ็บป่วยช่วงนั้นล้วนมีผลต่อผลแล็บ
ปรับวิถีชีวิต นัดตรวจติดตาม ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง หรือไปโรงพยาบาลทันทีหากมีสัญญาณอันตราย
รวบรวมแนวทางเวชปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและของประเทศไทย เพื่อให้คุณสามารถตรวจสอบหลักฐานทางการแพทย์และข้อมูลอัปเดตล่าสุดได้โดยตรงครับ
คลิกลิงก์เพื่อเปิดดูแนวทางเวชปฏิบัติและข้อมูลสำหรับประชาชนจากหน่วยงานสาธารณสุขชั้นนำ เพื่อใช้พูดคุยปรึกษาแนวทางดูแลสุขภาพร่วมกับแพทย์ประจำตัวครับ
ความดันโลหิตเป็นสัญญาณชีพที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวัน เริ่มต้นจากการวัดให้ถูกวิธี ดูค่าเฉลี่ยหลายๆ ครั้ง แล้วนำมาประเมินร่วมกับความเสี่ยงสุขภาพโดยรวมครับ
ลดอาหารรสเค็มจัดและโซเดียม (เลี่ยงน้ำซุป น้ำจิ้ม อาหารแปรรูป) ทานผักผลไม้ ออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมอ พักผ่อนให้พอ และงดสูบบุหรี่
หากปรับพฤติกรรมแล้วความดันยังเกินเป้าหมาย หรือมีความเสี่ยงหัวใจ ไต เบาหวานร่วมด้วย แพทย์จะพิจารณาเริ่มยาที่ปลอดภัยและเหมาะสม
ค่อยๆ ลุกยืนช้าๆ สังเกตอาการและแจ้งแพทย์เรื่องยาประจำ ห้ามซื้อยาปรับเองหรือเพิ่มเกลือแร่เองโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจหรือไต
นำสมุดบันทึกความดันและรายการยาทั้งหมดมาด้วย พร้อมแจ้งอาการข้างเคียงที่พบ เพื่อให้แพทย์ประเมินปรับขนาดยาได้อย่างแม่นยำ
การตรวจ CBC ช่วยตรวจเช็กสุขภาพของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด หากพบค่าผิดปกติ คุณหมอจะดูภาพรวมร่วมกันทั้งระบบเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงครับ
ตับเป็นเสมือนโรงงานฟอกสารพิษและสร้างโปรตีนของร่างกาย ค่าตรวจตับแต่ละตัวบอกข้อมูลคนละด้าน คุณหมอจึงประเมินเป็นชุดภาพรวม เทียบกับผลตรวจเดิม และพิจารณาปัจจัยร่วม เช่น ยา อาหารเสริม แอลกอฮอล์ และผลอัลตราซาวด์ครับ
บอกถึงการอักเสบหรือบาดเจ็บของเซลล์ตับ โดย ALT มีความจำเพาะต่อตับสูง ส่วน AST อาจมาจากกล้ามเนื้อหรือหัวใจได้ด้วย
เมื่อสูงร่วมกัน มักบ่งบอกถึงภาวะติดขัดของการไหลเวียนน้ำดีหรือการอักเสบของท่อน้ำดี (GGT ยังสัมพันธ์กับแอลกอฮอล์และยา)
สารสีเหลืองจากการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง หากขับออกได้ช้าจะสะสมในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะตาเหลือง ตัวเหลือง
สะท้อนสมรรถภาพในการสร้างโปรตีนและปัจจัยห้ามเลือดของตับอย่างแท้จริง เป็นตัวบอกความสมบูรณ์ในการทำงานระยะยาวของตับ
ตรวจว่าสูงขึ้นครั้งแรกหรือต่อเนื่อง เทียบกับค่าตรวจปีก่อนๆ และดูระดับความสูงว่าเล็กน้อยหรือหลายเท่า
แจ้งแพทย์เรื่องยาประจำ พาราเซตามอล สมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ อาหารเสริม วิตามิน และการดื่มแอลกอฮอล์
ตรวจเช็กระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด ภาวะอ้วนลงพุง และตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี
แพทย์อาจนัดตรวจเลือดซ้ำ ทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง หรือตรวจประเมินพังผืดในตับ (เช่น FIB-4 หรือ FibroScan)
ตาเหลืองตัวเหลืองชัดเจน ปวดท้องใต้ชายโครงขวารุนแรงมีไข้ เลือดออกง่ายผิดปกติ หรือมีอาการซึม สับสน
การฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่ช่วยสร้างเกราะป้องกันโรคติดเชื้อรุนแรง ลดโอกาสนอนโรงพยาบาล โดยแพทย์จะพิจารณาให้เหมาะสมตามอายุ ประวัติวัคซีนเดิม โรคประจำตัว และภาวะสุขภาพของแต่ละท่านครับ
ฉีดกระตุ้น Td ทุก 10 ปี โดยควรมีวัคซีนไอกรน (Tdap) อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ทารกและคนในบ้าน
ไข้หวัดใหญ่ฉีดปีละครั้งตามสายพันธุ์อัปเดต ส่วนวัคซีนโควิดแนะนำปีละครั้งในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
แนะนำสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันและไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ฉีดครบ 3 เข็มเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวและป้องกันมะเร็งตับ
พิจารณาตามประวัติภูมิคุ้มกันเดิม ส่วน HPV แนะนำฉีดได้ทุกเพศตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงอายุ 26 ปี (หากอายุ 27-45 ปีปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมได้)
นำสมุดวัคซีน รูปถ่ายใบรับรอง หรือประวัติการฉีดจากแอปพลิเคชันมาให้แพทย์ดู
วัคซีนเกือบทุกชนิดหากขาดนัด ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ สามารถรับเข็มถัดไปได้ทันที
วัคซีนเชื้อตายหลายชนิดสามารถฉีดวันเดียวกันได้ โดยแพทย์หรือพยาบาลจะฉีดคนละตำแหน่ง
ควรนั่งรอสังเกตอาการที่สถานพยาบาลอย่างน้อย 15-30 นาที เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
หากเคยมีประวัติแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง (เช่น ลมพิษ แน่นคอ) ให้แจ้งแพทย์ก่อนฉีดเสมอ
นิ่วในถุงน้ำดีเกิดจากสารประกอบในน้ำดี (เช่น คอเลสเตอรอลหรือเม็ดสีบิลิรูบิน) ตกผลึกกลายเป็นก้อน หากตรวจพบโดยบังเอิญและไม่มีอาการ มักยังไม่ต้องผ่าตัด แต่หากนิ่วเคลื่อนไปอุดกั้นท่อน้ำดี จะทำให้ปวดท้องรุนแรง ถุงน้ำดีอักเสบ ตัวเหลือง หรือตับอ่อนอักเสบได้ครับ
วิตามินและสารอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย แต่คนทั่วไปที่ทานอาหารครบหมวดหมู่อาจไม่จำเป็นต้องเจาะตรวจทุกตัว คุณหมอแนะนำให้เน้นการรับสารอาหารจากอาหารธรรมชาติเป็นหลัก และเสริมเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ครับ
สังเคราะห์ได้จากพืช เห็ดรา หรือยีสต์ที่ได้รับรังสี UV มักพบในอาหารเสริมและยาเม็ดเสริมวิตามินดีขนาดสูงตามแพทย์สั่ง
สร้างขึ้นที่ผิวหนังเมื่อสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ (UVB) และพบในอาหารจากสัตว์ มีประสิทธิภาพเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือดได้ดีและอยู่นานกว่า
ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เมื่อผิวหนังสัมผัสแดดอ่อนๆ (เช่น แขนขา 5-20 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง) แต่ปริมาณที่ได้ขึ้นอยู่กับสีผิว เวลา เมฆ ฝุ่นควัน เสื้อผ้า และการทาครีมกันแดดอย่างมาก
การตรวจวัดความหนาแน่นแร่ธาตุของกระดูก (DEXA Scan) ที่กระดูกสะโพกและกระดูกสันหลัง ช่วยประเมินความแข็งแรง ค้นหาภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนก่อนที่จะเกิดการหักครับ
ใช้จัดกลุ่มในหญิงหมดประจำเดือนและผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป
ใช้ในหญิงก่อนหมดประจำเดือน ผู้ชายอายุต่ำกว่า 50 ปี และเด็ก
การตรวจสุขภาพตาช่วยให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ เช่น สายตายาวตามวัย และการมองเห็นสี พร้อมทั้งช่วยคัดกรองสัญญาณเตือนของโรคตาที่ต้องรีบพบจักษุแพทย์ครับ
การตรวจคัดกรองช่วยประเมินการได้ยินในแต่ละช่วงความถี่ ค้นหาภาวะหูตึงตามวัย และตรวจจับความเสียหายจากการสัมผัสเสียงดัง เพื่อป้องกันก่อนที่จะสูญเสียการได้ยินถาวรครับ
กราฟการได้ยิน (Audiogram) แสดงระดับเสียงที่เบาที่สุดที่คุณได้ยินในแต่ละความถี่ ยิ่งจุดอยู่ต่ำลงมาบนกราฟมากเท่าใด แสดงว่าต้องใช้เสียงที่ดังมากขึ้นจึงจะได้ยินครับ