กำลังเตรียมสไลด์กำลังเปิดคู่มือและเครื่องมือคำนวณ
Suttisak Denduangchai
หน้าแรก
HEALTH CHECK • UNDERSTAND YOUR RESULTS • AUG 2026

อ่านผลตรวจสุขภาพ
เพื่อรู้ว่าควรทำอะไรต่อ

เข้าใจความหมาย • แยกผลที่ควรติดตาม • เตรียมคำถามก่อนพบแพทย์

รู้ว่าค่าไหนบอกอะไรเห็นผลที่ควรตรวจซ้ำลองคำนวณเพื่อทำความเข้าใจเปิดหลักฐานต้นทางได้
กด M เปิดเมนูได้ทุกหน้า
จัดทำโดย Suttisak Denduangchai
คู่มือประกอบการอ่านผลตรวจสุขภาพ • ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือแผนรักษารายบุคคล
สารบัญ

เริ่มจากค่าที่ผิดปกติในรายงานของคุณ หรือเลือกหมวดที่ต้องการทบทวน

แต่ละหมวดตอบ 3 คำถาม: ค่านี้คืออะไร • ผลสูงหรือต่ำหมายถึงอะไร • ควรทำอะไรต่อ

01
CHAPTER 01

เบาหวานและระดับน้ำตาล

ช่วยแยกค่าเฉลี่ยระยะ 2–3 เดือนออกจากผลของอาหารแต่ละมื้อ และรู้ว่าเมื่อใดต้องยืนยันผล

อ้างอิงADA 2026NIDDK: A1C
DIABETES • 1.1

HbA1c คืออะไร น้ำตาลทิ้ง “รอยเวลา” บนเม็ดเลือดแดง

HbA1c คือสัดส่วน hemoglobin ที่ถูก glucose จับ จึงช่วยมองภาพเฉลี่ยหลายสัปดาห์ ไม่ใช่ค่าน้ำตาล ณ เวลาที่เจาะเลือด

1เม็ดเลือดแดงมีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 120 วัน
2กลูโคสสัมผัส hemoglobin ตลอดเวลาที่ไหลเวียน
3HbA1c จึงสะท้อนค่าเฉลี่ยราว 2–3 เดือน โดยช่วงล่าสุดมีน้ำหนักมากกว่า
เมื่อผลไม่สอดคล้องกัน: หาก HbA1c สูงหรือต่ำสวนทางกับน้ำตาลปลายนิ้ว อาการ หรือประวัติโรคเลือด ควรทบทวนด้วย plasma glucose และวิธีตรวจอื่น
อ้างอิงNIDDK: A1CADA 2026
DIABETES • 1.2

แปลผล HbA1c ใช้ทั้งคัดกรอง วินิจฉัย และติดตาม

เกณฑ์ด้านล่างใช้วินิจฉัยในผู้ใหญ่ทั่วไป หากไม่มีอาการน้ำตาลสูงชัดเจน ผลที่เข้าเกณฑ์เบาหวานควรได้รับการยืนยันอีกครั้ง

<5.7%ปกติไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงในอนาคต
5.7–6.4%Prediabetesยิ่งใกล้ 6.5% ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้น
≥6.5%Diabetesยืนยันด้วยการตรวจซ้ำหรือการตรวจ glucose อื่น หากไม่มีอาการชัดเจน

ค่าเฉลี่ยซ่อนยอดขึ้นลงได้

คนสองคนอาจมี HbA1c เท่ากัน แต่คนหนึ่งแกว่งสูง–ต่ำมากกว่า จึงควรดู SMBG/CGM เมื่อมีข้อบ่งชี้

เม็ดเลือดแดงเปลี่ยน → ค่าอาจหลอก

เสียเลือด, hemolysis, transfusion, ไตวาย, iron deficiency และ hemoglobin variants บางชนิดทำให้ผลคลาดเคลื่อนได้

ถ้าผลสูงครั้งแรกหรือไม่ตรงกับ glucose

นัดทบทวนผลและยืนยันตามแพทย์แนะนำ โดยเฉพาะเมื่อมี thalassemia, hemoglobinopathy, เสียเลือด, transfusion หรือโรคไตที่อาจทำให้ HbA1c คลาดเคลื่อน

อ้างอิงADA 2026NIDDK: A1C
DIABETES • 1.3

Glycemic Index vs Glycemic Load ความเร็ว ≠ ผลกระทบทั้งมื้อ

GI บอกความเร็วที่คาร์โบไฮเดรตทำให้น้ำตาลสูงขึ้น ส่วน GL เติมปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่กินจริง จึงต้องดูทั้งชนิดอาหารและขนาดมื้อ

GI

ความเร็ว / คุณภาพคาร์โบไฮเดรต

ทดสอบด้วยคาร์โบไฮเดรตปริมาณมาตรฐาน

≤55 ต่ำ56–69 กลาง≥70 สูง
×คาร์โบไฮเดรตต่อมื้อ÷100
GL

ผลกระทบของ portion ที่กินจริง

GL = GI × available carbohydrate ต่อ serving ÷ 100

≤10 ต่ำ11–19 กลาง≥20 สูง
GI เปลี่ยนได้จากสายพันธุ์อาหารความสุกการบด/แปรรูปเวลาปรุงกรด ไขมัน โปรตีน และใยอาหารในมื้อ
นำไปใช้: เลือกคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีน้อย เพิ่มใยอาหาร และเริ่มจากปรับ portion ก่อนตีตราว่าอาหารชนิดใด “ห้ามกิน”
อ้างอิงSydney GISydney GI FAQ
DIABETES • 1.4

ตารางอาหาร ตัวอย่างจากฐานข้อมูล GI ที่มี serving กำกับ

ค่าเปลี่ยนได้ตามผลิตภัณฑ์ สายพันธุ์ วิธีหุง และขนาดมื้อ จึงใช้เป็น “ภาพแนวโน้ม” ไม่ใช่ค่าตายตัวของอาหารทุกจาน

อาหารตัวอย่างServingAvailable carbGIGLอ่านอย่างไร
ข้าวหอมมะลิ ต้มสุก1 cup42 g8937เร็วและ portion มีคาร์บมาก
ข้าวบาสมาติ ต้มสุก1 cup44 g6026GI ต่ำกว่า แต่ portion ยังทำให้ GL สูง
ขนมปังขาว1 slice16 g7312GI สูง แต่หนึ่งแผ่นมี GL ปานกลาง
นม full-fat250 mL11 g303GI และ GL ต่ำ
Strawberries250 g10 g404GI ต่ำและคาร์บต่อ serving ไม่มาก
นำไปใช้: การลด portion จาก 1 cup เหลือ ½ cup ลด GL ได้ใกล้ครึ่ง แม้ GI เดิมไม่เปลี่ยน และควรจัดมื้อร่วมกับผัก โปรตีน และไขมันไม่อิ่มตัว
อ้างอิงSydney GI DatabaseSydney GI
DIABETES • 1.5

ระดับน้ำตาลหลังอาหาร กราฟจำลองความเร็วและภาระน้ำตาลรวม

กราฟนี้ใช้ทำความเข้าใจแนวโน้ม ไม่ใช่ค่ามาตรฐานหลังอาหารของแต่ละคน เพราะยา การออกกำลัง การนอน และ insulin sensitivity ทำให้รูปกราฟต่างกันได้

Glucoseเวลา
High GI • ขึ้นเร็ว สูง และลงเร็วกว่า
Lower GI • ขึ้นช้ากว่าและกระจายเวลา
GI เปลี่ยน “shape”ควบคุมความเร็วการดูดซึม
Portion เปลี่ยน “area”ปริมาณคาร์บมากขึ้น เพิ่มภาระรวม
คนจริงไม่เหมือนกราฟเป๊ะยา การออกกำลัง การนอน microbiome และ insulin sensitivity ล้วนมีผล
อ้างอิงSydney GI FAQSydney GI
02
CHAPTER 02

ไขมันในเลือด

เริ่มจากค่าพื้นฐานในรายงาน แล้วค่อยถามว่าจำเป็นต้องดู non-HDL-C, ApoB หรือ Lp(a) เพิ่มหรือไม่ตามความเสี่ยงของแต่ละคน

LIPIDS • 2.1

Cholesterol กับ Triglyceride เป็น lipid เหมือนกัน แต่ทำงานคนละบท

Cholesterol เป็นวัสดุก่อสร้างของร่างกาย ส่วน triglyceride เป็นพลังงานสำรอง ทั้งคู่ต้องเดินทางในเลือดด้วย lipoprotein แต่สาเหตุที่สูงและวิธีลดต่างกัน

CHOLESTEROL

วัสดุก่อสร้างและสารตั้งต้น

  • เป็นส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์
  • ใช้สร้าง steroid hormones และ bile acids
  • ร่างกายสร้างเองได้ โดยเฉพาะที่ตับ
  • เมื่ออยู่ใน LDL มากเกินและค้างในผนังหลอดเลือด จะเพิ่ม atherosclerosis
TRIGLYCERIDE

ถังเก็บพลังงาน

  • ประกอบด้วย glycerol + fatty acids 3 สาย
  • เก็บพลังงานส่วนเกินในเนื้อเยื่อไขมัน
  • หลังอาหารเดินทางมากใน chylomicron; จากตับเดินทางใน VLDL
  • ตอบสนองไวต่อพลังงานเกิน น้ำตาล แป้ง refined แอลกอฮอล์ และ insulin resistance
สรุป:Cholesterol = building materialTriglyceride = stored energyLipoprotein = กล่องขนส่ง
LIPIDS • 2.2

Lipoprotein บรรจุ lipid ให้เดินทางในเลือดได้

ผลแล็บอาจวัด “ของที่บรรทุก” หรือ “จำนวนอนุภาค” จึงไม่ควรใช้คำว่า LDL, LDL-C และ ApoB แทนกัน

B
B
B
LDL-Cมอง “ของที่บรรทุก” อยู่ใน LDL
non-HDL-Cมอง cholesterol ในรถก่อหลอดเลือดทั้งหมด
ApoBมอง “จำนวนรถ” เพราะหนึ่งอนุภาคมี ApoB หนึ่งตัว
รถยิ่งมาก โอกาสที่อนุภาคจะสัมผัสและค้างในผนังหลอดเลือดยิ่งมาก แม้ cargo รวมใกล้เคียงกัน
LIPIDS • 2.2

ตระกูล Lipoprotein VLDL ค่อย ๆ เสีย TG แล้วกลายเป็น IDL และ LDL

VLDL จากตับสูญเสีย triglyceride แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น IDL และ LDL ขณะที่ HDL มีบทบาทแลกเปลี่ยนและขนส่ง cholesterol แต่ HDL-C สูงไม่ลบความเสี่ยงจาก ApoB/LDL สูง

B

VLDL

ตับส่ง TG ไปเนื้อเยื่อ

TG-rich • ApoB-100 • เมื่อ LPL ดึง TG ออก อนุภาคจะเล็กและหนาแน่นขึ้น

TG ↓
B

IDL

VLDL remnant

มีทั้ง TG และ cholesterol • บางส่วนถูกตับรับกลับ บางส่วนเปลี่ยนต่อเป็น LDL

TG ↓
B

LDL

cholesterol-rich particle

พา cholesterol ไปยังเนื้อเยื่อ • หนึ่งอนุภาคมี ApoB-100 หนึ่งตัว • เป็น atherogenic particle

A-I

HDL

รับและแลกเปลี่ยน cholesterol

มีส่วนใน reverse cholesterol transport และ lipoprotein remodeling แต่ HDL-C สูงไม่ได้หักล้าง ApoB/LDL สูง

LDL“ตัวรถ” หรืออนุภาค lipoprotein ชนิดหนึ่ง
LDL-Cมวล cholesterol ที่บรรทุกอยู่ในรถ LDL ทั้งหมด
ApoBช่วยประมาณ “จำนวนรถ” เพราะหนึ่ง ApoB ต่อหนึ่ง atherogenic particle
LIPIDS • 2.3

อะไรมีผลต่อค่าไขมัน ไม่ใช่อาหารอย่างเดียว

เมื่อค่าไขมันผิดปกติ ให้ดูรูปแบบทั้ง panel และทบทวนพันธุกรรม อาหาร น้ำหนัก เบาหวาน ไทรอยด์ ไต ตับ ยา การสูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์

พันธุกรรม

LDL-C / Lp(a)

Familial hypercholesterolemia, polygenic risk และ Lp(a) ถูกกำหนดจากยีนมาก

อาหารและพลังงาน

LDL-C / TG

Saturated fat มักดัน LDL-C; พลังงานเกิน น้ำตาล/แป้ง refined และ alcohol มักดัน TG

เมตาบอลิซึม

TG ↑ HDL-C ↓

Insulin resistance, เบาหวาน, visceral obesity และ fatty liver ทำให้ remnant burden สูงขึ้น

โรคอื่น

Secondary causes

Hypothyroidism, CKD, nephrotic syndrome, liver disease และการตั้งครรภ์

ยา

ต้องทบทวนรายการยา

ยาบางกลุ่ม เช่น steroid, retinoid, estrogen บางรูปแบบ และยาต้านไวรัสบางชนิด อาจเปลี่ยน TG/LDL

พฤติกรรม

Activity / smoking / weight

การออกกำลัง น้ำหนัก การสูบบุหรี่ และคุณภาพอาหารมีผลต่อ pattern รวม

LIPIDS • 2.3

LDL-C สูงได้จากอะไร และควบคุมอย่างไรให้ตรงกลไก

LDL-C สูงอาจมาจากการสร้างมากขึ้น การเปลี่ยน VLDL/IDL มากขึ้น หรือที่สำคัญคือการกำจัดผ่าน LDL receptor ลดลง

สาเหตุที่พบบ่อย

พันธุกรรม

Familial hypercholesterolemia หรือ polygenic risk ทำให้ LDL receptor pathway กำจัด LDL ได้ไม่ดี

อาหาร

Saturated fat และ trans fat ลด hepatic LDL-receptor activity ในหลายคน

โรค/ภาวะรอง

Hypothyroidism, nephrotic syndrome/CKD, cholestatic liver disease, obesity และ diabetes บาง pattern

ยาและพฤติกรรม

ยาบางชนิด, physical inactivity, tobacco exposure และน้ำหนักเกินมีส่วนต่อ lipid pattern

ควบคุมอย่างเป็นลำดับ

1 • ประเมินความเสี่ยงรวม

เป้าหมาย LDL-C ไม่เท่ากันในทุกคน ต้องดู ASCVD, เบาหวาน, CKD, CAC และอายุ

2 • ลด saturated/trans fat

แทนด้วย unsaturated fat, เพิ่ม soluble fiber และใช้ dietary pattern ที่ทำได้จริง

3 • Activity + น้ำหนัก + tobacco

ออกกำลังสม่ำเสมอ ลดน้ำหนักเมื่อเกิน และหยุดบุหรี่ ช่วยทั้ง risk profile

4 • รักษาสาเหตุและใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้

Statin เป็นฐานหลัก; อาจเพิ่ม ezetimibe, bempedoic acid, PCSK9-directed therapy หรืออื่นตาม risk และ response

ควรประเมินเร็ว: LDL-C ≥190 mg/dL, ก้อนเอ็น/ไขมันที่ผิวหนัง หรือมีญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจก่อนวัย ควรหารือเรื่อง familial hypercholesterolemia และการรักษา ไม่ควรรอให้มีอาการ
LIPIDS • 2.4

Triglyceride สูงได้จากอะไร พลังงานเข้าเร็วกว่าเส้นทางเผาผลาญและเคลียร์อนุภาค

Triglyceride แกว่งตามอาหาร แอลกอฮอล์ และเมตาบอลิซึมมากกว่า LDL-C จึงต้องดูภาวะอดอาหาร การควบคุมเบาหวาน ยา และสาเหตุรองร่วมด้วย

TG
น้ำตาล/แป้ง refinedพลังงานเกิน/น้ำหนักAlcoholInsulin resistance/DMHypothyroid/ไต/ตับยาและพันธุกรรม
ลดตัวเร่งเร็วที่สุด

ลด added sugar, refined carbohydrate และพลังงานเกิน; หาก TG สูงมากควรงด alcohol

เพิ่ม clearance

ออกกำลังสม่ำเสมอ ลดน้ำหนักเมื่อเกิน และควบคุมเบาหวานให้ดีขึ้น

ค้นหาสาเหตุรอง

ทบทวน thyroid, liver/kidney disease, pregnancy, ยา และภาวะพันธุกรรมเมื่อระดับสูงผิดคาด

ยาตามเป้าหมาย

Statin เป็นฐานของการลด ASCVD risk; TG-lowering therapy พิจารณาตามระดับและความเสี่ยง pancreatitis

<150ปกติ150–199เริ่มสูง200–499สูง≥500สูงมาก • นัดประเมิน≥1000สูงรุนแรง • ป้องกันตับอ่อนอักเสบ
LIPIDS • 2.5

non-HDL-C และ remnant cholesterol เมื่อ LDL-C อย่างเดียวไม่พอ

เมื่อ triglyceride สูงหรือมี metabolic risk ค่า non-HDL-C และ ApoB อาจช่วยเห็นอนุภาคก่อหลอดเลือดที่ LDL-C อย่างเดียวมองไม่ครบ

non-HDL-CTC − HDL-C

ครอบคลุม cholesterol ในอนุภาค ApoB ทั้งหมด รวม LDL, IDL, VLDL remnants และ Lp(a)

Remnant-C (ค่าประมาณ)TC − HDL-C − LDL-C

สะท้อน cholesterol ใน triglyceride-rich remnants แต่ความแม่นขึ้นกับวิธีวัด LDL-C และบริบท

LDL-Ccargo ใน LDL
+
non-HDL-Ccargo ในรถก่อหลอดเลือดทั้งหมด
+
ApoBจำนวนรถทั้งหมด
สามค่านี้ตอบคนละมิติ ไม่ใช่คู่แข่งที่ต้องเลือกเพียงค่าเดียว
LIPIDS • 2.5

Apolipoprotein B นับจำนวนอนุภาคก่อหลอดเลือด

ApoB ใช้ประมาณจำนวนอนุภาคก่อหลอดเลือด จึงช่วยเมื่อ LDL-C ดูไม่สูงแต่สงสัยว่ามีอนุภาคขนาดเล็กจำนวนมาก

BB
BBBBBBB
LDL-C เท่ากันแต่จำนวนอนุภาคอาจไม่เท่ากัน
TG >200 mg/dL
เบาหวาน / CKM syndrome
LDL-C ต่ำแล้วแต่ยังสงสัย residual risk
Known CVD หรือ discordant panel
LIPIDS • 2.5

Lipoprotein(a) LDL-like particle ที่มี “หางพันธุกรรม”

Lp(a) ถูกกำหนดจากพันธุกรรมเป็นหลัก จึงมักตรวจอย่างน้อยหนึ่งครั้งในวัยผู้ใหญ่เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงระยะยาว

B
apo(a)
วัดอย่างน้อย 1 ครั้งในวัยผู้ใหญ่ เพื่อค้นหา inherited risk
≥125 nmol/L หรือ ≥50 mg/dLถือเป็น risk-enhancing factor ตามแนวทาง 2026
อย่าแปลงหน่วยด้วยตัวคูณตายตัวmg/dL และ nmol/L สะท้อน mass กับ particle concentration ต่างกัน
ค่า Lp(a) สูงไม่ใช่คำทำนายว่าจะเกิดโรคแน่นอน แต่เป็นเหตุผลให้คุม LDL-C, ความดัน, เบาหวาน และการสูบบุหรี่เข้มขึ้น
LIPIDS • 2.6

ควรตรวจอะไรเพิ่ม เลือกตามคำถาม ไม่ใช่สั่งแพ็กเกจยาวที่สุด

คำนวณได้ทันที

non-HDL-C

TC − HDL-C เหมาะเมื่ออยากเห็น atherogenic cholesterol ทั้งหมด

อย่างน้อยครั้งหนึ่ง

Lp(a)

โดยเฉพาะ premature CVD หรือประวัติครอบครัว แต่แนวทางใหม่สนับสนุน once-in-adulthood

Selective

ApoB

TG สูง, diabetes/CKM, LDL-C ต่ำแล้ว หรือผล discordant

หาสาเหตุรอง

HbA1c / TSH / liver / kidney

เลือกตาม pattern, อาการ, ยา และประวัติ ไม่จำเป็นต้องสั่งทุกตัว

ยังไม่ใช่ first-line

sdLDL, particle size, oxidized LDL

advanced panels บางชนิดยังไม่เปลี่ยนการตัดสินใจในคนทั่วไป

ตรวจซ้ำแบบ fasting

เมื่อ TG สูงมาก/ผลผิดคาด

ช่วยยืนยันและวางแผนเมื่อ postprandial effect หรือ severe TG มีผล

LIPIDS • 2.6

Lipid Ratios & Derived Values คำนวณสด แต่ไม่ให้ ratio กลบ absolute risk

ใส่ค่าจากรายงานเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลข แต่ไม่ควรใช้ ratio เป็นเป้าหมายรักษาหลักแทน LDL-C, non-HDL-C, ApoB และความเสี่ยงรวม

TC / HDL-C4.67ใช้ใน risk models บางระบบ • ไม่มี universal treatment target
LDL-C / HDL-C3.00ต่ำกว่ามักดีกว่า แต่ไม่แทน LDL-C goal
TG / HDL-C3.33สะท้อน metabolic pattern ในงานวิจัย • cutoff ต่างตาม sex/ethnicity/fasting
non-HDL-C165TC − HDL-C • เป็น guideline-supported target มากกว่า ratio
Remnant-C estimate30TC − HDL-C − LDL-C • ระวังความคลาดเคลื่อนของ calculated LDL-C

ใช้ตัวเลขอย่างไรโดยไม่หลง ratio

TC/HDL, LDL/HDL, TG/HDLไม่มี cutoff สากลที่ใช้เป็นเป้าหมายรักษาหลักใน guideline ปัจจุบัน จึงใช้ประกอบ ไม่ใช้แทน LDL-C/non-HDL-C/ApoB และ risk score
ค่าทั่วไปในผู้ใหญ่สุขภาพดีTC <200, LDL-C <100, non-HDL-C <130, TG <150 mg/dL; แต่เป้าหมายต้องต่ำกว่านี้เมื่อความเสี่ยงสูง เช่น very-high-risk ASCVD: LDL-C <55 และ non-HDL-C <85 mg/dL
LIPIDS • 2.7

อ่าน Lipid Panel แบบเป็นลำดับ จากความเสี่ยง → pattern → test เพิ่ม

01

มี ASCVD / diabetes / CKD / FH หรือไม่?

บางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงโดยไม่ต้องรอ score

02

ดู LDL-C + non-HDL-C + TG

แยก predominant LDL, mixed dyslipidemia หรือ severe TG

03

มองหา secondary causes

ยา thyroid glycemia kidney liver alcohol และโภชนาการ

04

เพิ่ม ApoB / Lp(a) / CAC เมื่อจะเปลี่ยน decision

ใช้เพื่อ refine risk ไม่ใช่สะสมผลตรวจ

ค่าไขมันเป็น “exposure” ที่สะสมหลายปี จึงต้องดูทั้งระดับปัจจุบัน ระยะเวลาที่สูง และความเสี่ยงรวม
03
CHAPTER 03

ไต

ผลตรวจไตที่มีประโยชน์ต้องดูทั้ง eGFR, uACR, แนวโน้มเดิม อาการ ยา และภาวะขาดน้ำ ไม่ควรสรุป CKD จากผลครั้งเดียว

อ้างอิงKDIGO 2024NKF eGFR Calculator
KIDNEY • 3.1

eGFR + uACR ต้องอ่าน “การกรอง” คู่กับ “การรั่ว”

eGFR ประมาณความสามารถในการกรอง ส่วน uACR ตรวจการรั่วของ albumin ความผิดปกติที่คงอยู่อย่างน้อย 3 เดือนจึงสนับสนุน CKD

eGFR

ไตกรองได้เร็วแค่ไหน

หน่วย mL/min/1.73m² • คำนวณจาก creatinine, อายุ และเพศ • เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่ measured GFR

G1 ≥90G2 60–89G3a 45–59G3b 30–44G4 15–29G5 <15
uACR

ตัวกรองรั่ว albumin แค่ไหน

รายงานเป็น mg/g หรือ mg/mmol • spot urine ใช้งานสะดวก • ควรยืนยันเมื่อผิดปกติ

A1 <30 mg/gA2 30–300 mg/gA3 >300 mg/g
G1–G2 ไม่ได้แปลว่า CKD เสมอ

ถ้าไม่มี uACR สูงหรือ marker ของ kidney damage อื่น อาจยังไม่เข้าเกณฑ์ CKD

CKD ต้องมีความต่อเนื่อง

eGFR <60 หรือ uACR ≥30 mg/g / marker อื่น ต้องคงอยู่ ≥3 เดือน

ดูแนวโน้ม ไม่ดูเฟรมเดียว

Creatinine เปลี่ยนตาม muscle mass, hydration, diet, drugs และ acute illness

อ้างอิงKDIGO 2024NKF eGFR Calculator
KIDNEY • 3.2

ความเสี่ยง CKD eGFR × uACR ต้องอ่านพร้อมกัน

ระดับความเสี่ยงเป็นภาพรวมของ G category และ A category ไม่ใช่คำวินิจฉัยจากผลครั้งเดียว ต้องยืนยันความต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน

eGFR \ uACR
A1 <30 mg/g
A2 30–300 mg/g
A3 >300 mg/g
G1 ≥90
ต่ำ
ปานกลาง
สูง
G2 60–89
ต่ำ
ปานกลาง
สูง
G3a 45–59
ปานกลาง
สูง
สูงมาก
G3b 30–44
สูง
สูงมาก
สูงมาก
G4 15–29
สูงมาก
สูงมาก
สูงมาก
G5 <15
สูงมาก
สูงมาก
สูงมาก
ความต่อเนื่อง: ยืนยันผลผิดปกติ ≥3 เดือนข้อยกเว้นสำคัญ: G1/G2 + A1 โดยไม่มีหลักฐานไตเสียหายอื่น ยังไม่ใช่ CKD
อ้างอิงKDIGO 2024
KIDNEY • 3.3

ลองคำนวณ eGFR CKD-EPI Creatinine Equation 2021

ปรับอายุ เพศ creatinine และหน่วยเพื่อดูว่าสมการเปลี่ยนผลอย่างไร ค่าเป็นเพียงการประมาณและต้องอ่านร่วมกับ uACR และบริบททางคลินิก

สำหรับผู้ใหญ่ ≥18 ปี • ไม่ใช้ใน AKI หรือเพื่อปรับยาเอง • pregnancy, extreme muscle mass และยาบางชนิดทำให้ผลคลาดเคลื่อนได้

eGFRcr93mL/min/1.73m²G1
Albuminuria15mg/gA1
Risk snapshotLow

ถ้าไม่มี marker อื่น G1/A1 ไม่เข้าเกณฑ์ CKD จากสองค่านี้

สมการ eGFRcr = 142 × min(Scr/κ,1)α × max(Scr/κ,1)−1.200 × 0.9938Age × 1.012 [ถ้าเป็นหญิง]
Scr = 1.00 mg/dLκ = 0.9α = −0.302
KIDNEY • 3.3

Kidney Stone ผลึกเกิด โต และอุดตันอย่างไร

นิ่วเกิดเมื่อปัสสาวะเข้มข้นจนสารละลายตกผลึก การป้องกันที่แม่นยำต้องดูชนิดนิ่ว ปริมาณปัสสาวะ อาหาร โรคร่วม และยา

1Urine concentration ↑ น้ำไม่พอ เหงื่อมาก อากาศร้อน
2Supersaturation calcium, oxalate, uric acid หรือสารอื่นมากเกินจุดละลาย
3Crystal growth ผลึกโตและเกาะรวม โดย citrate ช่วยยับยั้งบางชนิด
4Obstruction ท่อไตบีบตัวรอบก้อน จึงปวดบิดเป็นพัก ๆ
น้ำให้ปัสสาวะเจือจางตามคำแนะนำแพทย์ลด sodiumช่วยลด urinary calciumอย่าตัด calcium จากอาหารเองปริมาณเหมาะสมช่วยจับ oxalate ในลำไส้ปรับตามชนิดนิ่วoxalate, animal protein, urine pH และยาแตกต่างกัน
ประเมินเร่งด่วน: ไข้/หนาวสั่น, ปัสสาวะไม่ได้, ไตข้างเดียว, ตั้งครรภ์, ปวดควบคุมไม่ได้ หรือสงสัยติดเชื้อร่วมกับการอุดตัน
04
CHAPTER 04

ความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือด

เลือกการประเมินให้ตรงคำถาม: คาดการณ์ความเสี่ยง มองคราบหินปูน ทดสอบตอนออกแรง หรือดูโครงสร้างหัวใจ

CARDIOVASCULAR RISK • 4.1

CVD Risk Score เครื่องคำนวณความน่าจะเป็น ไม่ใช่ผลตรวจหัวใจ

คะแนนคำนวณโอกาสเกิดโรคในอนาคตจากหลายปัจจัย ไม่ได้บอกว่าหลอดเลือดตีบกี่เปอร์เซ็นต์ และไม่ใช้แทนการประเมินอาการเจ็บหน้าอก

10-yearRisk
อายุเพศSBPSmokingDiabetesTC / HDLeGFRBMI
Score ตอบว่า“คนกลุ่มที่คล้ายกัน มีโอกาสเกิดเหตุการณ์ประมาณเท่าไร?”
Score ไม่ได้ตอบว่า“หลอดเลือดของคนนี้ตันอยู่กี่เปอร์เซ็นต์?”
ต้อง personalizeประวัติครอบครัว Lp(a) CKD inflammatory disease และผล CAC อาจเปลี่ยนการตีความ
อ้างอิงAHA PREVENTThai CV Risk
CARDIOVASCULAR RISK • 4.1

Thai CV Risk และ PREVENT ใช้คนละฐานประชากร

TH

Thai CV Risk

  • พัฒนาสำหรับประชากรไทย
  • ประเมินความเสี่ยง CVD ระยะ 10 ปี
  • เหมาะกับระบบบริการที่ใช้และ validate เครื่องมือนี้

ข้อจำกัด: รุ่นสูตรและตัวแปรที่ใช้ต้องตรงกับเครื่องมือจริง

AHA

PREVENT

  • อายุ 30–79 ปี ที่ยังไม่มี known CVD
  • ประเมิน 10- และ 30-year risk
  • รวม cardiovascular, kidney และ metabolic factors

ข้อจำกัด: พัฒนาจากข้อมูลสหรัฐฯ ต้องพิจารณาการใช้ข้ามประชากร

<3% Low 3–<5% Borderline 5–<10% Intermediate ≥10% High
หลักปฏิบัติ: ใช้ score ที่หน่วยงาน/แนวทางรองรับ แล้วเพิ่ม clinical judgment ไม่ควรผสม cutoff จากคนละโมเดล
อ้างอิงAHA PREVENTThai CV Risk
CARDIOVASCULAR RISK • 4.2

CT Coronary Calcium Score มองภาระ calcified plaque

CAC เหมาะสำหรับคนไม่มีอาการบางรายที่ยังตัดสินใจเรื่องการป้องกันไม่ชัด ไม่ใช่การตรวจฉุกเฉิน และไม่แทนการประเมินอาการเจ็บหน้าอก

เห็นอะไรcalcified plaque burden
ช่วยอะไรreclassify risk เมื่อยังไม่แน่ใจเรื่องการป้องกัน เช่น statin
ไม่เห็นอะไรทั้งหมดไม่วัด noncalcified plaque โดยตรง และไม่บอก % stenosis แบบ CCTA
มี radiationขนาดต่ำ แต่ต้องมีเหตุผลในการตรวจ
CARDIOVASCULAR RISK • 4.2

แปลผล CAC ดูทั้ง absolute score และ percentile

ดูทั้งคะแนน Agatston และ percentile ตามอายุ/เพศ ค่า 0 ช่วยลดความกังวลในบางบริบท แต่ไม่รับประกันว่าไม่มี plaque หรือไม่มีเหตุการณ์ในอนาคต

0ไม่พบ calcified plaqueอาจลด estimated short-term risk ในบางคน แต่ไม่เท่ากับ “ไม่มี plaque ทุกชนิด”
1–99มี calcified plaqueตีความกับอายุและ percentile เพราะค่าเล็กในคนอายุน้อยอาจสำคัญ
≥100burden ชัดขึ้นมัก reclassify risk และสนับสนุนการป้องกันที่เข้มขึ้น
≥1000extensive burdenความเสี่ยงสูงมาก ต้องบริหาร risk factors อย่างจริงจัง

เหมาะเมื่อ

ไม่มีอาการ แต่ borderline/intermediate risk และผลจะช่วยตัดสินใจ

ไม่ใช่ตัวเลือกแรกเมื่อ

มี chest pain, known CAD, เคย MI/stent/CABG หรือ treatment decision ชัดอยู่แล้ว

CARDIOVASCULAR RISK • 4.3

EST เพิ่ม demand แล้วดูว่าหัวใจรับมืออย่างไร

EST ใช้เมื่อมีคำถามว่าออกแรงแล้วเกิด ischemia, arrhythmia หรือความผิดปกติของความดันหรือไม่ ไม่แนะนำเป็นการคัดกรองประจำสำหรับคนไม่มีอาการและความเสี่ยงต่ำ

ค้นหาexercise-induced ischemic ECG changes หรืออาการ
วัดfunctional capacity, chronotropic response, BP response และ arrhythmia
เหมาะกว่าเมื่อผู้รับการตรวจออกกำลังได้และ resting ECG อ่าน ischemia ได้
ข้อจำกัดไม่ได้เห็น plaque โดยตรง และผลปกติไม่เท่ากับไม่มี atherosclerosis
ก่อนตรวจ: แจ้งอาการเจ็บหน้าอก หน้ามืด ยาที่ใช้ และข้อจำกัดในการเดิน หากมีอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลันไม่ควรรอทำ EST แต่ต้องประเมินเร่งด่วน
CARDIOVASCULAR RISK • 4.4

Echo ดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจด้วย ultrasound

Echo ใช้ดูห้องหัวใจ การบีบตัว ลิ้นหัวใจ และการไหลเวียน ไม่ใช่ภาพหลอดเลือดหัวใจโดยตรง และไม่จำเป็นต้องตรวจเป็น routine หากไม่มีอาการหรือข้อบ่งชี้

Structureขนาดห้องหัวใจ ความหนาผนัง รูรั่ว pericardium
FunctionEF, regional wall motion, diastolic function
Valvesstenosis, regurgitation และ pressure gradients
อย่าเข้าใจผิดEcho ปกติไม่แปลว่าไม่มี coronary plaque; EF ปกติยังพบ HFpEF ได้
ผลปกติไม่ได้ตอบทุกเรื่อง: Echo ปกติไม่ตัด coronary plaque และ EF ปกติยังพบภาวะหัวใจล้มเหลวบางชนิดได้ จึงต้องเลือก test ตามอาการ
CARDIOVASCULAR RISK • SUMMARY

แต่ละการตรวจมองคนละชั้น จึงแทนกันไม่ได้

เครื่องมือคำถามหลักสิ่งที่ได้สิ่งที่ไม่ควรสรุปเกิน
Risk scoreอนาคตเสี่ยงเท่าไร?probability 10/30 ปีไม่บอกว่าตันอยู่ตรงไหน
CACมี calcified plaque burden แค่ไหน?Agatston score / percentileไม่บอก stenosis และ noncalcified plaque ทั้งหมด
ESTเมื่อ demand สูง มี ischemia/อาการไหม?ECG, symptoms, capacity, BP/HR responseไม่เห็น anatomy ของ plaque
Echoหัวใจสร้างและทำงานอย่างไร?structure, EF, valves, hemodynamicsไม่ใช่ coronary plaque scan
คำแนะนำสำหรับผู้ตรวจสุขภาพ: หากไม่มีอาการ ให้เริ่มจากปัจจัยเสี่ยงและ risk score ส่วนการตรวจภาพหรือ stress test ควรมีเหตุผลทางคลินิกชัดเจน
05
CHAPTER 05

มะเร็งและ Tumor Markers

เมื่อผลจาก package ผิดปกติ เป้าหมายคืออ่านร่วมกับอาการ ประวัติ และแนวโน้มเดิม แล้วเลือกขั้นตรวจยืนยันที่ตรงคำถาม

CANCER • 5.1

Tumor Markers ไฟเตือน ไม่ใช่ตราประทับ

Tumor marker จาก package ต้องอ่านเป็นสัญญาณประกอบ ไม่ใช่คำวินิจฉัยลำพัง; ผลผิดปกติจึงต้องตรวจสอบบริบทและเลือกวิธียืนยันที่เหมาะกับอวัยวะ

01

ตั้งคำถาม

screening, ช่วยวินิจฉัย, staging, treatment selection, monitoring หรือ recurrence?

02

ดูบริบท

อายุ เพศ การตั้งครรภ์ การอักเสบ สูบบุหรี่ โรคตับ/ไต และผลเดิม

03

ยืนยัน

ตรวจซ้ำ imaging endoscopy หรือ pathology ตามคำถามและอวัยวะ

สำหรับผู้ตรวจสุขภาพ: อย่าตีความค่าสูงเพียงค่าเดียวว่าเป็นมะเร็ง และอย่าใช้ผลปกติตัดมะเร็งเมื่อมีอาการ; ให้ verify ตามรายงานและคำแนะนำของแพทย์
CANCER • 5.2

Tumor Marker Body Map หนึ่ง marker เชื่อมกับหลายอวัยวะ และ benign conditions ได้

เลือก marker เพื่อดูอวัยวะที่อาจสัมพันธ์และภาวะไม่ร้ายแรงที่ทำให้ค่าสูง แผนภาพนี้เป็น association map ไม่ใช่แผนที่ระบุตำแหน่งมะเร็ง

PSA

สัมพันธ์กับ prostate

ใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่อง prostate cancer ในบริบทที่เหมาะสม และใช้ติดตามในผู้ป่วยที่วินิจฉัยแล้ว

อาจสูงจาก benign prostatic hyperplasia, prostatitis หรือปัจจัยรอบการตรวจได้
CANCER • 5.3

Marker ที่พบบ่อย หนึ่ง marker ไม่ได้ผูกกับมะเร็งหนึ่งชนิดแบบ 1:1

Markerมักเกี่ยวข้องกับใช้บ่อยในบริบทภาวะไม่ใช่มะเร็งที่ทำให้สูงได้
PSAProstaterisk discussion / diagnosis support / monitoringBPH, prostatitis, manipulation
AFPHepatocellular, germ-cellช่วยวินิจฉัยและติดตามในบริบทที่เหมาะchronic liver disease, pregnancy
CEAColorectal และหลาย solid tumorsbaseline/monitoring/recurrence มากกว่าคัดกรองsmoking, inflammation, liver disease
CA-125Ovarianmonitoring และประเมิน pelvic massmenstruation, endometriosis, pregnancy
CA 15-3Breastประเมินการตอบสนองหรือการกลับเป็นซ้ำโรคตับและภาวะไม่ใช่มะเร็งบางอย่าง
CA 19-9Pancreatic/biliarymonitoring/diagnostic supportbiliary obstruction, cholangitis, pancreatitis
β-hCGGerm-cell / trophoblasticdiagnosis and monitoringpregnancy และ assay interference บางชนิด
CANCER • 5.4

เมื่อผลผิดปกติ verify เป็นลำดับ ไม่สรุปจากตัวเลขเดียว

ขั้นถัดไปเลือกตามชนิด marker อวัยวะที่เกี่ยวข้อง อาการ และความเสี่ยงของแต่ละคน

01

ยืนยันรายงาน

ดูชื่อการตรวจ หน่วย ช่วงอ้างอิง และแนวโน้มผลเดิม

02

ทบทวนบริบท

อาการ ภาวะไม่ร้ายแรง สรีรวิทยา ยา และประวัติที่เกี่ยวข้อง

03

ตรวจซ้ำเมื่อเหมาะสม

ใช้วิธีและช่วงเวลาที่แพทย์เห็นว่าให้ข้อมูลเพิ่ม

04

ตรวจเฉพาะจุด

imaging, endoscopy หรือพบผู้เชี่ยวชาญตามคำถาม

05

พยาธิวิทยาเมื่อมีข้อบ่งชี้

ใช้ยืนยันชนิดเนื้อเยื่อเมื่อตรวจพบรอยโรคที่น่าสงสัย

หลักสำคัญ: ผล marker ผิดปกติเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่ข้อสรุปการวินิจฉัย
อ้างอิงNCI: Marker List
CANCER • 5.5

อ่านผล Tumor marker ใน package เปลี่ยนตัวเลขเป็นคำถามที่ตรวจสอบได้

DO

อ่านรายงานให้ครบ

ดูหน่วย ช่วงอ้างอิง อาการ และการเปรียบเทียบกับผลเดิม

DO

ดู baseline และ trend

หลาย marker มีประโยชน์จากแนวโน้มมากกว่าค่าโดด ๆ

DO

ทำตามแผนยืนยัน

ตรวจซ้ำหรือทำ imaging/endoscopy/pathology เมื่อบริบทบ่งชี้

CHECK

อย่าข้ามบริบท

benign causes, สรีรวิทยา และยาบางชนิดเปลี่ยนความหมายของผลได้

CHECK

อย่าใช้ cutoff เดียวตัดสิน

วิธีตรวจ ห้องแล็บ และ kinetics ของผลมีความสำคัญ

CHECK

อาการสำคัญเสมอ

ผลปกติไม่ตัดความจำเป็นในการประเมินอาการที่น่าสงสัย

เมื่อผลจาก package ผิดปกติ: นำรายงานฉบับเต็มและผลเดิมไปทบทวน เพื่อกำหนดการตรวจยืนยันที่ตรงกับ marker และบริบทของคุณ
+
CHAPTER +

ผลตรวจสุขภาพอื่น

ใช้หมวดนี้สำหรับผลตรวจที่พบบ่อยนอกเหนือจากเลือด ความดัน ไต และตับ โดยเน้นการยืนยันผลและทำตามรายงานเฉพาะรายการ

OTHER CHECKS • FOLLOW-UP

ผลผิดปกติที่พบบ่อย เริ่มจากยืนยันผล แล้วเลือกขั้นถัดไปตามรายงาน

น้ำหนัก / รอบเอว

ดูแนวโน้มร่วมกับความดัน น้ำตาล ไขมัน การนอน และยาที่ใช้ แล้วตั้งเป้าที่ทำต่อเนื่องได้

ปัสสาวะ

เลือดหรือโปรตีน: ยืนยันด้วยตัวอย่างสะอาด ตรวจซ้ำ; พิจารณา microscopy และ uACR ตาม pattern

ไทรอยด์

อ่าน TSH คู่ FT4 พร้อมอาการ ยา และช่วงเวลาเจ็บป่วย ไม่ใช้ผลเดี่ยวกำหนดการรักษา

ภาพถ่าย / อุจจาระ

ทำตาม next step ที่เขียนในรายงาน; อาการใหม่หรือชัดเจนมีความสำคัญเหนือกำหนดตรวจคัดกรอง

เตรียมไปพบแพทย์: รายงานฉบับเต็ม ผลเดิม ยา/อาหารเสริม อาการ และประวัติครอบครัว ช่วยให้เลือกการติดตามได้ตรงขึ้น
HEARING

Presbycusis หูตึงตามวัย

หูตึงตามวัยมักค่อย ๆ เป็นสองข้างและเด่นที่ความถี่สูง หากได้ยินลดลงฉับพลัน โดยเฉพาะข้างเดียว ให้พบแพทย์เร่งด่วน

กลไกแบบ 3 จังหวะ
1เซลล์รับเสียงใน cochlea เสื่อม
2ความถี่สูงเสียก่อน
3พยัญชนะหาย คำพูดพร่า
ควรทำอะไร: ถ้าฟังคำไม่ชัด ต้องเร่งเสียง หรือรบกวนงาน/ชีวิตประจำวัน ควรตรวจการได้ยิน ไม่ควรรอจนสื่อสารลำบากมาก
2505001k2k4k6k8kdB HLความถี่ (Hz) สระส / ฟ / ช
VISION

Presbyopia สายตายาวตามวัย

Presbyopia ทำให้โฟกัสใกล้ยากขึ้นตามวัย แต่ตามัวฉับพลัน แสงแฟลช จุดดำใหม่จำนวนมาก หรือเหมือนม่านบังตาไม่ใช่อาการปกติของวัย

อายุน้อย

เลนส์ป่องได้มาก
โฟกัสใกล้ชัด

เลนส์ยืดหยุ่นลดลง

ตามวัย

เลนส์ป่องได้น้อย
ต้องถอยหนังสือออก

สัญญาณอ่านใกล้พร่า • ยืดแขนอ่าน
มักเริ่มชัดขึ้นช่วงวัย 40+
Red flagตามัวฉับพลัน แสงแฟลช จุดดำพุ่ง หรือปวดตารุนแรง
BREAST IMAGING

BI-RADS® v2025 รหัสเดียว บอกผลและขั้นถัดไป

BI-RADS เป็นระบบมาตรฐานของรายงานภาพเต้านม ไม่ใช่ระยะมะเร็ง สิ่งสำคัญคือทำตามคำแนะนำของแต่ละ category ให้ตรงเวลา

0ยังไม่ครบตรวจเพิ่ม/เทียบภาพเดิม
1ปกติคัดกรองตามปกติ
2สิ่งไม่ร้ายคัดกรองตามปกติ
3น่าจะไม่ร้ายติดตามระยะสั้น
4น่าสงสัยพิจารณาตรวจชิ้นเนื้อ
5สงสัยสูงมากเร่งประเมิน
6ยืนยันพยาธิแล้ววางแผนรักษา
HEMATOLOGY

Thalassemia ยีนสร้างฮีโมโกลบินไม่ครบ

เม็ดเลือดแดงเล็กไม่ได้แปลว่าขาดธาตุเหล็กเสมอ หากสงสัยพาหะควรตรวจ ferritin/iron study และการทดสอบ hemoglobin ก่อนรับธาตุเหล็กระยะยาว

α-thalassemia

สร้างสาย alpha ลดลง • ความรุนแรงขึ้นกับจำนวนยีนที่ผิดปกติ

+
β-thalassemia

สร้างสาย beta ลดลง • ความรุนแรงขึ้นกับชนิดและคู่ยีน

ระดับอาการ

trait / carrier → intermedia → major

Microcytosis ≠ ขาดธาตุเหล็กเสมอ

ก่อนให้ธาตุเหล็กระยะยาว ควรดู ferritin / iron study และประวัติครอบครัว

เมื่อคู่สมรสเป็นพาหะชนิดที่เสี่ยงร่วมกัน

25%ไม่เป็นพาหะ50%เป็นพาหะ25%มีโรค
HEMATOLOGY

Anemia เลือดพาออกซิเจนได้น้อยลง

โลหิตจางเป็นผลปลายทาง ต้องหาสาเหตุว่าเสียเลือด สร้างไม่พอ หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็ว โดยดูอาการ แนวโน้ม CBC และผลตรวจประกอบ

O₂O₂O₂O₂O₂O₂O₂
Hemoglobin คือที่นั่งของออกซิเจน
ซีดมากขึ้น → เหนื่อย • ใจสั่น • หน้ามืด
1

เสียเลือด

ประจำเดือนมาก เลือดออกทางเดินอาหาร อุบัติเหตุ หรือหัตถการซ้ำ

2

สร้างไม่พอ

ขาด iron, B12/folate, โรคไต อักเสบเรื้อรัง ไขกระดูก หรือพันธุกรรม

3

ทำลายเร็ว

Hemolysis จากภูมิคุ้มกัน ยา การติดเชื้อ หรือโรคพันธุกรรม

ควรประเมินเร็ว: เหนื่อยมาก เจ็บหน้าอก หน้ามืดเป็นลม หัวใจเต้นเร็ว เลือดออก หรือ Hb ลดลงรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคหัวใจ/ปอด
BLOOD PRESSURE

วัดความดันให้แม่น ลดความคลาดเคลื่อนก่อนแปลผล

ใช้เครื่องอัตโนมัติแบบต้นแขนที่ผ่านการรับรองและ cuff พอดีแขน งดบุหรี่ คาเฟอีน และออกกำลังอย่างน้อย 30 นาทีก่อนวัด

BP
  1. พักอย่างน้อย 5 นาที
  2. แขนระดับหัวใจ • cuff ขนาดเหมาะสม
  3. หลังพิงพนัก • เท้าวางราบ • ไม่ไขว่ห้าง
  4. วัด 2 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที แล้วบันทึก
กรณีฉุกเฉิน: หากความดัน >180/120 mmHg ร่วมกับเจ็บหน้าอก หอบ อ่อนแรง ชา พูดไม่ชัด สับสน หรือการมองเห็นผิดปกติ ให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน
ก่อนวัดปัสสาวะให้เรียบร้อย • นั่งพัก ≥5 นาที
ขณะวัดไม่พูด • แขนเปลือยและอยู่ระดับหัวใจ
ที่บ้านวัดเวลาใกล้เคียงกันและเก็บค่าเป็นชุด
อุปกรณ์นำเครื่องเทียบกับคลินิกเป็นระยะ
อ้างอิงAHA: Home BP Monitoring
OCCUPATIONAL VISION

Color Vision & CIE คัดกรองก่อน แล้วทดสอบตามงาน

ผลคัดกรองการมองสีควรตีความตามหน้าที่งานและมาตรฐานเฉพาะตำแหน่ง ไม่ควรสรุปว่า “ทำงานไม่ได้” จาก Ishihara อย่างเดียว

1

วิเคราะห์งาน

ต้องแยกสีอะไร ภายใต้แสงและระยะใด ความผิดพลาดร้ายแรงแค่ไหน

2

Screening

Ishihara เหมาะกับ red-green deficiency แต่ไม่ได้วัดทุกมิติ

3

Confirmatory

Lantern, CAD, Farnsworth D15 หรือวิธีอื่นตามมาตรฐานงาน

4

ตัดสินตามความเสี่ยง

ผ่าน • จำกัดงานบางส่วน • ปรับสภาพแวดล้อม • ประเมินผู้เชี่ยวชาญ

12
8
29
ทำไม Ishihara “ตก” แต่ยังอาจทำงานได้?
งานจริงอาจมีความสว่าง ตำแหน่ง รูปร่าง ป้ายข้อความ หรือสัญญาณสำรองร่วมด้วย
อ้างอิงCIE: Colour Vision
VASCULAR

Peripheral Artery Disease เลือดไปขาไม่พอเวลาใช้งาน

ถ้าเดินแล้วปวดน่องหรือต้นขาซ้ำที่ระยะใกล้เคียงกันและดีขึ้นเมื่อพัก ควรประเมิน PAD เพราะเป็นสัญญาณ atherosclerosis ทั้งระบบ

พักเลือดอาจยังพอ
เดิน → demand ↑
ออกแรงเลือดผ่านไม่ทัน → ปวด
ตำแหน่งปวด: น่อง ต้นขา หรือก้น เมื่อเดินระยะค่อนข้างคงที่ และดีขึ้นเมื่อพัก
ขาซีด เย็น ชา อ่อนแรง หรือปวดฉับพลัน → คิดถึง acute limb ischemia
PAD เป็นสัญญาณของ atherosclerosis ทั้งระบบ จึงเพิ่มความเสี่ยงหัวใจขาดเลือดและ stroke ไม่ได้เป็นโรคเฉพาะขา
อ้างอิงAHA/ACC PAD 2024AHA: ABI
VASCULAR TEST

ABI เปรียบแรงดันข้อเท้ากับแขน

ABI ช่วยประเมินหลอดเลือดแดงขาตีบ แต่ค่าอาจสูงหลอกเมื่อหลอดเลือดกดไม่ลง โดยเฉพาะในเบาหวานและโรคไต

ABI
=
ความดัน systolic ที่ข้อเท้าความดัน systolic ที่แขน
>1.40กดไม่ลงหลอดเลือดแข็ง/มีแคลเซียม ควรใช้ toe pressure หรือวิธีอื่น
1.00–1.40ปกติไม่สนับสนุน PAD จาก ABI ขณะพัก
0.91–0.99Borderlineอ่านร่วมกับอาการและ exercise ABI
≤0.90ผิดปกติสนับสนุน PAD
วัดทั้งสองข้าง • ใช้ค่าข้อเท้าสูงกว่า • คำนวณแยกขาซ้าย–ขวา
อ้างอิงAHA: ABIAHA/ACC PAD 2024
ARTERIAL STIFFNESS

CAVI วัด “ความแข็ง” ไม่ใช่ “การตัน”

CAVI เป็นตัวชี้วัดเสริมเรื่อง arterial stiffness ยังไม่ใช่การตรวจแทน risk score, LDL-C, ความดัน หรือ ABI และไม่ควรใช้ค่าเดียวตัดสินการรักษา

หลอดเลือดยืดหยุ่น • คลื่นช้ากว่า
หลอดเลือดแข็ง • คลื่นเร็วขึ้น
<8ปกติ
8–<9Borderline
≥9สูง
CAVIหลอดเลือด “แข็ง” แค่ไหน
ABIหลอดเลือดขา “ตีบ/ตัน” หรือไม่
อ่านอย่างระวัง: cutoff แตกต่างตามอายุ เครื่องมือ และประชากร ค่าผิดปกติควรนำไปทบทวนปัจจัยเสี่ยงมาตรฐาน ไม่ใช่สรุปว่า “หลอดเลือดตัน”
อ้างอิงCAVI ConsensusAHA/ACC PAD 2024
TAKE-HOME

อ่านผลตรวจให้ครบวงจร ใน 4 คำถามที่นำไปใช้ได้จริง

01

ค่าที่ตรวจตอบคำถามอะไร?

เป็นค่าเฉลี่ย การทำงานของอวัยวะ ความเสี่ยง หรือสัญญาณที่ต้องยืนยัน?

02

ผิดปกติครั้งเดียวหรือเป็นแนวโน้ม?

ดูผลเดิม วิธีเตรียมตัว หน่วย และ reference range ของห้องปฏิบัติการเดียวกัน

03

มีบริบทหรืออาการที่เปลี่ยนความหมายไหม?

ยา โรคเดิม อายุ การตั้งครรภ์ การอดอาหาร และอาการสำคัญล้วนเปลี่ยนการตีความ

04

ควรทำอะไรต่อและเมื่อไร?

ปรับพฤติกรรม ตรวจซ้ำ นัดพบแพทย์ หรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วนเมื่อมี red flag

ผลตรวจแนวโน้มบริบทขั้นถัดไป
REFERENCES • 1/2

แหล่งข้อมูลหลัก เบาหวาน • ไขมัน • ไต

ทุกชื่อเป็นลิงก์ไปยังแนวทางหรือหน่วยงานต้นทาง ใช้ตรวจสอบรายละเอียดและวันที่อัปเดตได้โดยตรง

REFERENCES • 2/2

แหล่งข้อมูลหลัก หัวใจ • มะเร็ง • ผลตรวจอื่น

ลิงก์ด้านล่างเปิดข้อมูลต้นทางโดยตรง ควรยึดแนวทางที่เหมาะกับประเทศ สถานพยาบาล และบริบทของแต่ละคน

จัดทำโดย Suttisak Denduangchai • คู่มือประกอบการอ่านผลตรวจสุขภาพ • ไม่ใช้แทนคำแนะนำเฉพาะบุคคล
Suttisak Denduangchai
BP
BLOOD PRESSURE

ความดันโลหิต

วัดให้ถูก ยืนยันด้วยแนวโน้ม และใช้ความเสี่ยงรวมเพื่อเลือกขั้นถัดไป

BP • 1

จัดกลุ่มความดัน ดู systolic หรือ diastolic ที่สูงกว่า

ปกติ<120 และ <80
Elevated120–129 และ <80
Stage 1130–139 หรือ 80–89
Stage 2≥140 หรือ ≥90
Severe>180 และ/หรือ >120
อ้างอิงAHA 2025 BP
BP • 3

ยืนยันจากรูปแบบ ค่าเดียวไม่ใช่แนวโน้ม

HBPMชุดค่าที่บ้านช่วยยืนยันแนวโน้มและติดตามผลการดูแล
White-coatคลินิกสูง แต่ค่านอกคลินิกไม่สูง: อย่ารีบสรุปจากสถานที่เดียว
Maskedคลินิกไม่สูง แต่ค่านอกคลินิกสูง: ABPM/HBPM ช่วยค้นหารูปแบบนี้
นำบันทึก เวลา อาการ ยาที่ใช้ และเครื่องวัดไปทบทวนกับแพทย์; อย่าหยุดหรือปรับยาเองจากค่าครั้งเดียว
อ้างอิงAHA home measurement
BP • 4

ทำอะไรต่อ ระดับความดัน + ความเสี่ยงรวม + อาการ

พฤติกรรม

ลดโซเดียม กินแบบ heart-healthy จัดการน้ำหนัก ออกกำลัง นอนให้พอ และลดแอลกอฮอล์ตามบริบท

ยา

เริ่มหรือปรับโดยแพทย์ตามค่าเฉลี่ย โรคร่วม และความเสี่ยงหัวใจ ไต สมอง

หน้ามืดเมื่อลุก

เปลี่ยนท่าช้า ๆ และทบทวนยา/ภาวะขาดน้ำ; ไม่เพิ่มน้ำหรือเกลือแบบเหมารวมใน HF/CKD

นัดติดตาม

นำค่า HBPM และเครื่องวัดมาเทียบ พร้อมทบทวน adherence และผลข้างเคียง

ฉุกเฉิน: ความดัน >180/120 mmHg ร่วมเจ็บหน้าอก หอบ อ่อนแรง ชา พูดไม่ชัด สับสน หรือการมองเห็นผิดปกติ ให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน
อ้างอิงAHA/ACC 2025 BP
CBC
BLOOD COUNTS

เลือดและ CBC

เห็นภาพเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ก่อนเจาะหาสาเหตุเฉพาะ

CBC • 1

CBC บอกอะไร สามกลุ่มเซลล์ ทำหน้าที่ต่างกัน

RBC / Hbพาออกซิเจน; ดู Hb/Hct และขนาดเม็ดเลือด (MCV)
WBCภูมิคุ้มกัน; อ่านชนิดและจำนวนสัมบูรณ์ร่วมกับอาการ
Plateletsช่วยห้ามเลือด; ดูแนวโน้มและความเสี่ยงเลือดออก/ลิ่มเลือด
CBC • 3

ขาดธาตุเหล็ก เหล็กสำรองลด → สร้าง Hb ลด → RBC เล็กซีด

Iron storesferritin ลด
Hemoglobinการสร้าง Hb ลด
RBCmicrocytic / hypochromic
หาสาเหตุเสียเลือด ต้องการมากขึ้น รับประทานไม่พอ หรือดูดซึมผิดปกติ
ยืนยันCBC + ferritin/iron studies และค้นหาตำแหน่งเสียเลือดเมื่อเกี่ยวข้อง
รักษาแก้สาเหตุ; oral iron พบบ่อย, IV iron ใช้บางราย; ไม่รับระยะยาวถ้ายังไม่ยืนยัน
อ้างอิงNHLBI causesNHLBI treatment
CBC • 5

Eosinophil สูง เริ่มจาก absolute eosinophil count

พบบ่อยภูมิแพ้/atopy, ยา, พยาธิ และสาเหตุอื่น
ตรวจตามการสัมผัสทบทวนการเดินทาง อาหาร น้ำ ดิน สัตว์ และยาที่ใช้
อย่าพลาด Strongyloidesพิจารณา serology เมื่อมีความเสี่ยงตามบริบท
มีอาการอวัยวะเกี่ยวข้อง หรือค่าสูงมาก/คงอยู่นาน ควรประเมินเร่งขึ้น
อ้างอิงCDC eosinophilia
ตับ
LIVER

ตับและไวรัสตับอักเสบ

อ่านเป็น pattern และยืนยันตามแนวโน้ม ไม่เรียกทุกตัวรวมว่า “liver function”

LIVER • 1

Liver panel แต่ละค่าไม่ได้ตอบคำถามเดียวกัน

ALT / AST

สัญญาณ hepatocellular injury; AST ยังสูงจากกล้ามเนื้อได้

ALP + GGT

ชี้ cholestatic / bile-duct pattern เมื่ออ่านร่วมกัน

Bilirubin

การประมวลผลและขับออก

Albumin + INR

synthetic function และบริบททางคลินิก

LIVER • 2

ผลตับผิดปกติ verify → ทบทวนปัจจัย → ตรวจเฉพาะจุด

1

รายงาน/แนวโน้ม

ยืนยันช่วงอ้างอิงและผลเดิม

2

ปัจจัย

แอลกอฮอล์ ออกกำลัง ยา OTC สมุนไพร supplements

3

ความเสี่ยง

เมตาบอลิกและ viral hepatitis

4

ตรวจต่อ

repeat, ultrasound, fibrosis assessment หรือ referral ตามบริบท

!

Red flags

ตัวเหลืองร่วมสับสน/เลือดออก, ปวด RUQ รุนแรงมีไข้, ผลแย่ลงเร็ว

LIVER • 3

MASLD เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเมตาบอลิก

เอนไซม์อาจปกติยังไม่ตัดโรคตับไขมัน
Ultrasoundเห็น steatosis ได้ แต่ไม่บอก inflammation/fibrosis ได้แม่นเสมอ
FIB-4เป็นเครื่องมือ triage ไม่ใช่ diagnosis และต้องใช้กับบริบทแพทย์
อ้างอิงNIDDK MASLD
LIVER • 4

HBV triple panel สามผลตอบสามคำถาม

HBsAgการติดเชื้อปัจจุบัน
anti-HBsภูมิคุ้มกัน
total anti-HBcเคย/กำลังสัมผัสเชื้อ; ไม่พบในการมีภูมิจากวัคซีนอย่างเดียว
HBsAg positive → เชื่อมต่อการดูแล; ผู้ไวต่อเชื้อ → ปรึกษาเรื่องวัคซีน
อ้างอิงCDC HBV testing
VAX
THAILAND • IDAT 2026

วัคซีนผู้ใหญ่

ใช้ประวัติวัคซีน อายุ โรคร่วม การตั้งครรภ์ และความเสี่ยงเพื่อเลือกชุดที่เหมาะสม

VACCINES • 1

วัคซีนพื้นฐาน อ้างอิง IDAT Thailand 2026

Td / Tdap

Td ทุก 10 ปี; มี Tdap/TdaP อย่างน้อย 1 ครั้ง

ไข้หวัดใหญ่ / COVID

flu ทุกปี; Southern strain ช่วง เม.ย.–พ.ค. เหมาะแต่ให้ได้ตลอดปี. COVID รุ่นล่าสุดปีละครั้งสำหรับ ≥60 หรือ 18–59 ที่เสี่ยงสูง

HepB

ผู้ไม่เคยติดเชื้อ/ไม่เคยได้วัคซีน; ประวัติและ serology สำคัญ

MMR/VZV/HPV

MMR/varicella เมื่อไม่มีหลักฐานภูมิและไม่ห้าม; HPV ทุกเพศ 9–26, ≥27 shared decision

อ้างอิงIDAT 2026 guideline
VACCINES • 2

อายุและความเสี่ยง ผลิตภัณฑ์เดิมและโรคร่วมมีผลต่อ regimen

RZV2 doses อายุ ≥50 หรือ immunocompromised ≥18
Pneumococcalแนะนำ ≥65 และ 18–64 มีโรคร่วม; พิจารณา 50–64 ไม่มีโรคร่วม
RSV1 dose ≥75; 50–74 high-risk; 18–49 high-risk shared decision
Dengue และวัคซีนเดินทาง ใช้การประเมินเฉพาะราย
อ้างอิงIDAT 2026 table
VACCINES • 3

สถานการณ์พิเศษ ตั้งครรภ์และภูมิคุ้มกันต้องทบทวนเฉพาะราย

ตั้งครรภ์Tdap/TdaP/aP 20–32 สัปดาห์ (ได้ตั้งแต่ 16); inactivated flu แนะนำ
RSVpreF24–36 สัปดาห์; 28–32 อาจได้ประโยชน์มากสุดตามฤดูกาล
ข้อห้าม/ความเสี่ยงlive vaccines ห้ามในตั้งครรภ์และ severe immunocompromise; chronic disease/asplenia/travel ต้อง tailored review
อ้างอิงIDAT 2026 guideline
VACCINES • 4

Catch-up ช้าได้ แต่ไม่ต้องเริ่ม series ใหม่

1

นำบันทึกมา

เช็กภูมิ ประวัติ และความเสี่ยง

2

ต่อ series

ล่าช้าแล้วให้ต่อ ไม่ restart

3

ให้พร้อมกันได้

หลายวัคซีนวันเดียวคนละตำแหน่ง

4

สังเกตอาการ

15–30 นาทีหลังฉีด

5

ยืนยันล่าสุด

severe allergy/component คือข้อห้าม; ตรวจสอบแนวทางไทยและ availability

อ้างอิงIDAT 2026 guidelineIDAT 2026 table